กฎกระทรวง

ฉบับที่ 6  (.. 2527)

ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร

.. 2522

 

                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา  5(3)  และมาตรา  8(2)  และ  (3)  แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร  .. 2522  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมอาคารออกกฎกระทรวงดังต่อไปนี้

                ข้อ 1  ในกฎกระทรวงนี้

                                “แรงประลัย”  หมายความว่า  แรงขนาดที่จะทำให้วัตถุนั้นแตกแยกออกห่างจากกันเป็นส่วน  หรือทลายเข้าหากัน

                                “แรงตึง”  หมายความว่า  แรงที่จะทำให้วัตถุแยกออกห่างจากกัน

                                “แรงอัด”  หมายความว่า  แรงที่จะทำให้วัตถุทลายเข้าหากัน

                                “แรงดัด”  หมายความว่า  แรงที่จะทำให้วัตถุโค้งหรือโก่งตัว

                                “แรงลม”  หมายความว่า  แรงของลมที่กระทำต่อโครงสร้าง

                                “แรงเฉือน”  หมายความว่า  แรงที่จะทำให้วัตถุขาดออกจากกันดุจกรรไกรตัด

                                “แรงดึงประลัย”  หมายความว่า  แรงดึงขนาดที่จะทำให้วัตถุนั้นแยกออกห่างจากกันเป็นส่วน

                                “แรงอัดประลัย”  หมายความว่า  แรงอัดขนาดที่จะทำให้วัตถุนั้นทลายเข้าหากัน

                                “แรงอัดประลัยของคอนกรีต”  หมายความว่า  แรงอัดตามแกนยาวขนาดที่จะทำให้แท่งคอนกรีตทรงกระบอกที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง  15  เซนติเมตร  สูง  30  เซนติเมตร  อายุสี่สิบแปดวันทลายเข้าหากัน

                                “หน่วยแรง”  หมายความว่า  แรงหารด้วยพื้นที่หน้าตัดที่รับแรงนั้น

                                “หน่วยแรงพิสูจน์”  หมายความว่า  หน่วยแรงดึงที่ได้จากการลากเส้นตรงที่จุด  0.2  ใน  100  ส่วนของความเครียด  ให้ขนาดกับส่วนที่เป็นเส้นตรงของเส้นแสดงความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยแรงดึงและความเครียดไปตัดกับเส้นนั้น

                                “หน่วยแรงฝืด”  หมายความว่า  หน่วยแรงที่เกิดขึ้นระหว่างผิวเข็มกับดิน

                                “หน่วยแรงที่ขีดปฏิภาค”  หมายความว่า  หน่วยแรงที่จุดสูงสุดของส่วนที่เป็นเส้นตรงของเส้นแสดงความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยแรงและความเครียด

                                “ความเครียด”  หมายความว่า  อัตราส่วนของส่วนยึดหรือส่วนหดของวัสดุที่รับแจ้งต่อความยาวเดิมของวัสดุนั้น

                                “กำลังคราก”  หมายความว่า  หน่วยแรงดึงที่วัสดุเริ่มยึดโดยไม่ต้องเพิ่มแรงดึงขึ้นอีก

                                “ส่วนปลอดภัย”  หมายความว่า  ตัวเลขที่ใช้หารหน่วยแรงประลัยลงให้ถึงขนาดที่จะใช้ได้ปลอดภัยสำหรับวัสดุที่มีกำลังครากหรือหน่วยพิสูจน์  ให้ใช้ค่ากำลังครากหรือหน่วยพิสูจน์นั้นแทนหน่วยแรงประลัย

                                “น้ำหนักบรรทุกจร”  หมายความว่า  น้ำหนักที่กำหนดว่าจะเพิ่มขึ้นบนอาคาร  นอกจากน้ำหนักของตัวอาคารนั้นเอง

                                “น้ำหนักบรรทุกประลัย”  หมายความว่า  น้ำหนักบรรทุกสูงสุดที่กำหนดให้ใช้ในการคำนวณตามทฤษฎีกำลังประลัย

                                “ส่วนต่างๆ  ของอาคาร”  หมายความว่า  ส่วนของอาคารที่จะต้องแสดงรายการคำนวณการรับน้ำหนักและกำลังต้านทาน  เช่น  แผ่นพื้น  คาน  เสา  และรากฐาน  เป็นต้น

                                “คอนกรีต”  หมายความว่า  วัสดุที่ประกอบขึ้นด้วยส่วนผสมของปูนซีเมนต์  มวลผสมละเอียด  เช่น  ทราย  มวลผสมทรายหยาบ  เช่น  หิน  หรือกรวด  และน้ำ

“คอนกรีตเสริมเหล็ก”  หมายความว่า  คอนกรีตที่มีเหล็กเสริมฝังภายในให้ทำหน้าที่รับแรงได้มากขึ้น

“คอนกรีตอัดแรง”  หมายความว่า  คอนกรีตที่มีเหล็กเสริมอัดแรงฝังภายในที่ทำให้เกิดหน่วยแรงที่มีปริมาณพอ

จะลบล้างหน่วยแรงอัดเกิดจากน้ำหนักบรรทุก

                                “เหล็กเสริม”  หมายความว่า  เหล็กที่ใช้ฝังในเนื้อคอนกรีตเพื่อเสริมกำลังขึ้น

                                “เหล็กเสริมอัดแรง”  หมายความว่า  เหล็กเสริมกำลังสูงที่ใช้ฝังในเนื้อคอนกรีต  อัดแรง  อาจเป็นลวดเส้นเดียว  ลวดพันเกลียว  หรือลวดเหล็กกลุ่มก็ได้

                                “เหล็กข้ออ้อย”  หมายความว่า  เหล็กเสริมที่มีบั้งและหรือมีครีบที่ผิว

                                “เหล็กขวั้น”  หมายความว่า  เหล็กเสริมที่บิดเป็นเกลียว

                                “เหล็กหล่อ”  หมายความว่า  เหล็กที่มีธาตุถ่านผสมอยู่ตั้งแต่ร้อยละ  2  ขึ้นไปโดยน้ำหนัก

                                “เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ”  หมายความว่า  เหล็กที่ผลิตออกมามีหน้าตัดเป็นรูปลักษณะต่างๆ  ใช้ในงานโครงสร้าง

                                “ไม้เนื้ออ่อน”  หมายความว่า  ไม้ที่ไม่คงทนต่อดินฟ้าอากาศ  และตัวสัตว์  เช่น  มอด  ปลวก  เป็นต้น  และหรือมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในข้อ  14  เช่นไม้ยาง  หรือไม้ตะแบก  เป็นต้น

                                “ไม้เนื้อปานกลาง”  หมายความว่า  ไม้ที่คงทนต่อดินฟ้าอากาศและสัตว์  เช่น  มอด  ปลวก  เป็นต้น  ได้ดีตามสภาพอันสมควร  และหรือมีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ในข้อ  14  เช่น  ไม้สน  เป็นต้น

                                “ไม้เนื้อแข็ง”  หมายความว่า  ไม้ที่คงทนต่อดินฟ้าอากาศและสัตว์  เช่น  มอด  ปลวก  เป็นต้น  ได้ดี  ตามสภาพอันสมควร  และหรือมีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ในข้อ  14 เช่น  ไม้เต็ง  หรือไม้ตะเคียงทอง  เป็นตัน

                                “กรวด”  หมายความว่า  ก้อนหินที่เกิดตามธรรมชาติขนาดโตเกิน  3   มิลลิเมตร

                                “ทราย”  หมายความว่า  ก้อนหินเมล็ดเล็กละเอียดที่มีขนาดโตไม่เกิน  3  มิลลิเมตร

                                “ดินดาน”  หมายความว่า  ดินตะกอนของกรวด  ดินเหนียว  มีน้ำปูนเป็นเชื้อประสาน  มีลักษณะแข็งยากแก่การขุด

                                “หินดินดาน”  หมายความว่า  หินที่มีเนื้อละเอียดมาก  ประกอบด้วยดินเหนียว  หรือทรายอัดตัวแน่นเป็นชั้นบางๆ  จะมีเชื้อประสานหรือไม่ก็ได้

                                “หินปูน”  หมายความว่า  หินเนื้อแน่นละเอียดทึบ  มีสีต่างๆ  กัน  ประกอบด้วยแร่แคลไซท์

                                “หินทราย”  หมายความว่า  หินเนื้อหยาบ  ประกอบด้วยเม็ดทรายยึดตัวแน่นด้วยเชื้อประสาน

                                “หินอัคคี”  หมายความว่า  หินเนื้อหยาบเกิดจากการเย็นตัวของหินละลายใต้พื้นโลก  ประกอบด้วย  แร่  เฟลด์สปราร์  แร่ควอตซ์  เป็นส่วนใหญ่  มีลักษณะแข็งแกร่ง

                                “เสาเข็ม”  หมายความว่า  เสาที่ตอกหรือหล่ออยู่ในดินเพื่อรับน้ำหนักบรรทุกของอาคาร

                                “พื้นผิวประสิทธิผลของเสาเข็ม”  หมายความว่า  ผลคูณของความยาวของเสาเข็มกับความยาวของเส้นล้อมรูปสั้นที่สุดของหน้าตัดปกติของเสาเข็มนั้น

                                “ฐานราก”  หมายความว่า  ส่วนของอาคารที่ใช้ถ่ายน้ำหนักอาคารลงสู่ดิน

                                “กำลังแบกทานของดิน”  หมายความว่า  ความสามารถของดินที่จะรับน้ำหนักได้  โดยมีการทรุดตัวขนาดที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่อาคาร

                                “กำลังแบกทานของเสาเข็ม”  หมายความว่า  ความสามารถที่เสาเข้มจะรับน้ำหนักได้โดยบ้านทรุดตัวไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงนี้

                                “สถาบันที่เชื่อถือได้”  หมายความว่า  ส่วนราชการหรือนิติบุคคล  ซึ่งมีวิศวกรประเภทวุฒิวิศวกรสาขาวิศวกรรมโยธาตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพวิศวกรรมเป็นผู้แนะนำปรึกษา  และลงลายมือชื่อรับรองผลการตรวจสอบงานวิศวกรรมควบคุม

                ข้อ 2  อาคารและส่วนต่างๆ  ของอาคารจะต้องมีความมั่นคงแข้งแรงพอที่จะรับน้ำหนักตัวอาคารเอง  และน้ำหนักบรรทุกที่อาจเกิดขึ้นจริงได้โดยไม่ให้ส่วนใดๆ  ของอาคารต้องรับหน่วยแรงมากกว่าที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงนี้เว้นแต่มีเอกสารแสดงผลการทดสอบความมั่นคงแข็งแรงของวัสดุที่รับรองโดยสถาบันที่เชื่อถือได้  แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงหน่วยแรงที่กำหนดไว้ในข้อที่ 6

                ข้อ 3  ในการคำนวณส่วนต่างๆ  ของอาคารที่ประกอบด้วยอิฐหรือคอนกรีต  บล็อกประสานด้วยวัสดุก่อให้ใช้หน่วยแรงอัดไม่เกิน  0.8  เมกาปาสกาล  (8  กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)

                ข้อ 4  ในการคำนวณส่วนต่างๆ  ของอาคารที่ประกอบด้วยคอนกรีตไม่เสริมเหล็ก  ให้ใช้หน่วยแรงอัดได้ไม่เกินร้อยละ  33.3  ของหน่วยแรงอัดประลัยของคอนกรีต  แต่ต้องไม่เกิน  6  เมกาปาสกาล  (60  กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)

                ข้อ 5  ในการคำนวณส่วนต่างๆ  ของอาคารที่ประกอบด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก  ตามทฤษฎีอีลาสติกหรือหน่วยแรงปลอดภัย  ให้ใช้ค่าหน่วยแรงอัดของคอนกรีตไม่เกินร้อยละ  37.5  ของหน่วยแรงอัดประลัยของคอนกรีตแต่ต้องไม่เกิน  6.5  เมกาปาสกาล  (65  กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร)

                ข้อ 6  ในการคำนวณส่วนต่างๆ  ของอาคารที่ประกอบด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก  ตามทฤษฎีอีลาสติกหรือหน่วยแรงปลอดภัย  เหล็กเสริมคอนกรีตที่ใช้ต้องมีกำลังครากตั้งแต่  240  เมกาปาสกาล  (2,400  กิโลกรัมแรงต่อตารางเมตร)  และให้ใช้ค่าหน่วยแรงของเหล็กเสริมคอนกรีตได้ไม่เกินอัตราดังต่อไปนี้

(1)     แรงดึง

()  เหล็กเส้นกลมผิวเรียบที่มีกำลังครากตั้งแต่  240  เมกาปาสกาล  (2,400  กิโลกรัมแรงต่อตาราง

เซนติเมตร)  ขึ้นไป  ให้ใช้ไม่เกิน  120  เมกาปาสกาล  (1,200  กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)

                                                ()  เหล็กข้ออ้อยที่มีกำลังครากตั้งแต่  240  เมกาปาสกาล  (2,400  กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)  ขึ้นไป  แต่ไม่ถึง  350  เมกาปาสกาล  (3,500  กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)  ให้ใช้ร้อยละ  50  ของกำลังครากแต่ต้องไม่เกิน  150 เมกาปาสกาล  (1,500  กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)

()  เหล็กข้ออ้อยที่มีกำลังครากตั้งแต่  350  เมกาปาสกาล  (3,500  กิโลกรัมแรงต่อตาราง

เซนติเมตร)  ขึ้นไป  แต่ไม่ถึง  400  เมกาปาสกาล  (4,000  กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)  ให้ใช้ไม่เกิน  160  เมกาปาสกาล  (1,600  กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)

                                                ()  เหล็กข้ออ้อยที่มีกำลังครากตั้งแต่  400  เมกาปาสกาล  (4,000  กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)  ขึ้นไป  ให้ใช้ไม่เกิน  170  เมกาปาสกาล  (1,700  กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)

                                                ()  เหล็กขวั้น  ให้ใช้ร้อยละ  50  ของหน่วยแรงพิสูจน์  แต่ต้องไม่เกิน  240  เมกาปาสกาล  (2,400  กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)  ทั้งนี้  จะต้องมีผลการทดสอบการตัดเย็น  โดยมีสถาบันที่เชื่อถือได้รับรอง

                                (2)  แรงอัดในเสาคอนกรีต

(ก)    เหล็กเส้นกลมผิวเรียบตามเกณฑ์ที่กำหนดใน  (1)  ()

(ข)     เหล็กข้ออ้อย  ให้ใช้ร้อยละ  40  ของกำลังคราก  แต่ต้องไม่เกิน  210  เมกาปาสกาล  (2,100 

กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร) 

                                                ()  เหล็กขวั้น  ให้ใช้ร้อยละ  40  ของกำลังคราก  แต่ต้องไม่เกิน  210  เมกาปาสกาล  (2,100  กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)  ทั้งนี้  จะต้องมีผลการทดสอบการดัดเย็น  โดยจะต้องมีสถาบันที่เชื่อถือได้รับรอง

                                                ()  เสาแบบเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ  ให้ใช้ไม่เกิน  125  เมกาปาสกาล  (1,250  กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)

                                                ()  เหล็กหล่อ  ให้ใช้ไม่เกิน  70  เมกาปาสกาล  (700  กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)

                                (3)  ในการคำนวณคานและพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กที่ใช้เหล็กเสริมรับแรงอัด  ให้ใช้หน่วยแรงของเหล็กเสริมรับแรงอัดที่คำนวณได้ตามทฤษฎีอีลาสติกหรือหน่วยแรงปลอดภัยได้ไม้เกินสองเท่า  แต่หน่วยแรงที่คำนวณได้ต้องไม่เกินหน่วยแรงดึงตาม  (1)

                ข้อ 7  ในการคำนวณส่วนต่างๆ  ของอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กตามทฤษฎีกำลังประลัยให้ใช้น้ำหนักบรรทุกประลัยดังต่อไปนี้

                                (1)  สำหรับส่วนของอาคารที่ไม่คิดแรงลม  ให้ใช้น้ำหนักบรรทุกประลัย  ดังนี้

                                                นป.  =  1.7 นค. +  2.0  นจ.

                                (2)  สำหรับส่วนของอาคารที่คิดแรงลม  ให้ใช้น้ำหนักบรรทุกประลัยดังนี้

                                                นป.  =  0.75  (1.7  นค.  +  2.0  นจ.  +  2.0  รล.)

                                                หรือ     นป.  =  0.9  นค.  +  1.3  รล.

                โดยใช้ค่าน้ำหนักบรรทุกประลัยที่มากกว่า  แต่ทั้งนี้ต้องไม่ต่ำกว่าค่าน้ำหนักบรรทุกประลัยใน  (1)  ด้วย

                                                นป.  =   น้ำหนักบรรทุกประลัย

                                                นค.   =   น้ำหนักบรรทุกคงที่อาคาร

                                                นจ.   =    น้ำหนักบรรทุกจร  รวมด้วยแรงกระแทก

                                                รล.    =    แรงลม     

                ข้อ 8  ในการคำนวณส่วนต่างๆ  ของอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กตามทฤษฎีกำลังประลัย  ให้ใช้ค่าหน่วยแรงอัดประลัยของคอนกรีตไม่เกิน  15  เมกาปาสกาล  (150  กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)

                ข้อ 9  ในการคำนวณส่วนต่างๆ  ของอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กตามทฤษฎีกำลังประลัย  ให้ใช้กำลังครากของเหล็กเสริมดังต่อไปนี้

(1)     เหล็กเส้นกลมผิวเรียบให้ใช้ไม่เกิน  240  เมกาปาสกาล  (2,400  กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)

(2)     เหล็กเสริมอื่น  ให้ใช้เท่ากำลังครากของเหล็กเสริมชนิดนั้น  แต่ต้องไม่เกิน  400  เมกาปาสกาล  (4,000 

กิโลกรัมแรมต่อตารางเซนติเมตร)

                ข้อ 10  ในการคำนวณส่วนต่างๆ  ของอาคารคอนกรีตอัดแรงตามทฤษฎีกำลังประลัย  ให้ใช้น้ำหนักบรรทุกประลัยเช่นเดียวกับข้อ 7

                ข้อ 11  ในการคำนวณส่วนต่างๆ  ของอาคารคอนกรีตอัดแรง  ให้ใช้ค่าหน่วยแรงอัดของคอนกรีตดังต่อไปนี้

                                (1)  หน่วยแรงอัดในคอนกรีตชั่วคราวทันทีที่ถ่ายแรงมาจากเหล็กเสริมอัดแรงก่อนการเสื่อมสูญการแรงอัดแรงของคอนกรีต  ต้องไม่เกินร้อยละ  60  ของหน่วย  แรงอัดประลัยของคอนกรีต

                                (2)  หน่วยแรงอัดที่ใช้ในการคำนวณออกแบบหลังการเสื่อมสูญการอัดแรงของคอนกรีต  ต้องไม่เกินร้อยละ  40  ของหน่วยแรงอัดประลัยของคอนกรีต

                ข้อ 12  ในการคำนวณส่วนต่างๆ  ของอาคารที่ประกอบด้วยคอนกรีตอัดแรงให้ใช้ค่าหน่วยทนแรงดึงของเหล็กเสริมอัดแรง  ดังต่อไปนี้

                                (1)  หน่วยแรงขณะดึงต้องไม่เกินร้อยละ  80  ของหน่วยแรงดึงประลัยของเหล็กเสริมอัดแรง  หรือร้อยละ  90  ของหน่วยแรงพิสูจน์  แล้วแต่ค่าใดจะน้อยกว่า

                                (2)  หน่วยแรงในทันทีที่ถ่ายแรงไปให้คอนกรีตต้องไม่เกินร้อยละ  70  ของหน่วยแรงดึงประลัยของเหล็กเสริมอัดแรง

                                (3)  หน่วยแรงใช้งานต้องไม่เกินร้อยละ  60  ของหน่วยแรงดึงประลัยหรือร้อยละ  80  ของหน่วยแรงพิสูจน์ของเหล็กเสริมอัดแรง  แล้วแต่ค่าใดจะน้อยกว่า

                ข้อ 13  ในการคำนวณส่วนต่างๆ  ของอาคารที่ประกอบด้วยเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ  ให้ใช้ค่าหน่วยแรงของเหล็กดังต่อไปนี้

                                (1)  ในกรณีที่ไม่มีผลการทดสอบกำลังสำหรับเหล็กหนาไม่เกิน  40  มิลลิเมตร  ให้ใช้กำลังครากไม่เกิน  240  เมกาปาสกาล  (2,400  กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)  สำหรับเหล็กหนาที่เกิน  40  มิลลิเมตร  ให้ใช้กำลังครากไม่เกิน  220  เมกาปาสกาล  (2,220  กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร)

                                (2)  หน่วยแรงดึง  แรงอัด  และแรงดัด  ให้ใช้ไม่เกินร้อยละ  60  ของกำลังครากตาม  (1)

(3)     หน่วยแรงเฉือน  ให้ใช้ไม่เกินร้อยละ  40  ของกำลังครากตาม  (1)

ข้อ 14  ในการคำนวณส่วนต่างๆ  ของอาคารที่ประกอบด้วยไม้ชนิดต่างๆ  ให้ใช้ค่าหน่วยแรงไม่เกินอัตราดังต่อไปนี้

 

 

 

ชนิดไม้

 

หน่วย

แรงดันและแรงดึง

เมกาปาสกาล (กิโลกรัมแรงต่อ

ตารางซม.)

หน่วย

แรงอัดขนาดเสี้ยน

เมกาปาสกาล

(กิโลกรัมแรงต่อ

ตารางซม.)

หน่วย

แรงอัดขวางเสี้ยน

เมกาปาสกาล

(กิโลกรัมแรงต่อ

ตารางซม.)

หน่วย

แรงเฉือนขนาดเสี้ยน

เมกาปาสกาล

(กิโลกรัมแรงต่อ

ตารางซม.)

(1)     ไม้เนื้อแข็ง

(2)     ไม้เนื้อปานกลาง

(3)     ไม้เนื้อแข็ง

8 (80)

10 (100)

12 (120)

6 (60)

7.5 (75)

9 (90)

1.6 (16)

2.2 (22)

3 (30)

0.8 (8)

1 (10)

1.2 (12)

 

                ในกรณีที่มีผลการทดสอบของไม้  ให้ใช้ส่วนปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน  1  ใน  8  ของหน่วยแรงดัดประลัยหรือไม่เกิน  1  ใน  6  ของหน่วยแรงที่ขีดปฏิภาค  แล้วแต่ค่าใดจะน้อยกว่า

 

ข้อ 15  หน่วยน้ำหนักบรรทุกสำหรับประเภทและส่วนต่างๆ  ของอาคาร  นอกเหนือจากน้ำหนักของตัวอาคารหรือเครื่องจักรหรืออุปกรณ์อย่างอื่น  ให้คำนวณโดยประมาณเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าอัตราดังต่อไปนี้

 

ประเภทและส่วนต่างๆ  ของอาคาร

หน่วยน้ำหนักบรรทุกจรเป็น

กิโลกรัมต่อตารางเมตร

(1)     หลังคา

(2)     กันสาดหรือหลังคาคอนกรีต

(3)     ที่พักอาศัย  โรงเรียนอนุบาล  ห้องน้ำ  ห้องส้วม

(4)     ห้องแถว  ตึกแถวที่ใช้พักอาศัย  อาคารชุด  หอพัก  โรงแรมและห้องพักคนไข้

พิเศษของโรงพยาบาล

(5)     สำนักงาน  ธนาคาร

(6)     ()  อาคารพาณิชย์  ส่วนของห้องแถว  ตึกแถวที่ใช้เพื่อการพาณิชย์

              มหาวิทยาลัย  วิทยาลัย  โรงเรียน  โรงพยาบาล

       ()  ห้องโถง  บันได  ช่องทางเดินของอาคารชุด  หอพัก  โรงแรม 

              สำนักงานและธนาคาร

(7)     ()  ตลาด  อาคารสรรพสินค้า  หอประชุม  โรงมหรสพ  ภัตตาคาร  ห้อง

              ประชุม  ห้องอ่านหนังสือ ในห้องสมุดหรือหอสมุด  ที่จอดหรือเก็บรถยนต์นั่ง

              หรือรถจักรยานยนต์

        ()  ห้องโถง  บันได  ช่องทางเดินของอาคาร  พาณิชย์  มหาวิทยาลัยและ

               โรงเรียน

(8)     ()  คลังสินค้า  โรงกีฬา  พิพิธภัณฑ์  อัฒจันทร์  รง.อุตสาหกรรม  โรงพิมพ์

              ห้องเก็บเอกสารและพัสดุ

        ()  ห้องโถง  บันได  ช่องทางเดินของตลาด  อาคารสรรพสินค้า  ห้อง

               ประชุม  หอประชุม  โรงมหรสพ  ภัตตาคาร  ห้องสมุดและหอสมุด  

(9)     ห้องเก็บหนังสือของห้องสมุดหรือหอสมุด

(10)  ที่จอดหรือเก็บรถยนต์บรรทุกเปล่า

30

100

150

 

200

250

 

300

 

300

 

 

400

 

400

 

500

 

500

600

800

 

                ข้อ 16  ในการคำนวณออกแบบ  หากปรากฏว่า  พื้นที่ส่วนใดต้องรับน้ำหนักเครื่องจักร  อุปกรณ์  หรือหน่วยน้ำหนักบรรทุกจรอื่นๆ  ที่มีค่ามากกว่าหน่วยน้ำหนักบรรทุกซึ่งกำหนดไว้ใน  ข้อ  15  ให้ใช้หน่วยน้ำหนักบรรทุกจรค่าที่มากกว่าเฉพาะส่วนที่ต้องรับหน่วยน้ำหนักเพิ่มขึ้น

 

ข้อ 17  ในการคำนวณออกแบบโครงสร้างอาคาร  ให้คำนึงถึงแรงด้วย  หากจำเป็นต้องคำนวณและไม่มีเอกสารที่รับรองโดยสถาบันที่เชื่อถือได้  ให้ใช้หน่วยแรงลมดังต่อไปนี้

 

ความสูงของอาคารหรือส่วนของอาคาร

หน่วยแรงลมอย่างน้อย

กิโลปาสกาล

(กิโลกรัมแรงต่อตารางเมตร)

(1)     ส่วนของอาคารที่สูงไม่เกิน  10  เมตร

(2)