ตั้งเว็บเป็นหน้าแรก
   





บทสัมภาษณ์ ดร.สมพร อรรถเศรณีวงศ์
ผู้พัฒนาโปรแกรม MICROFEAP

ประวัติของดร.สมพร อรรถเศรณีวงศ์

ประวัติการศึกษา
ประถมศึกษา : โรงเรียนเทศบาลช่องนนทรี กทม.
มัธยมศึกษา : โรงเรียนยานนาเวศวิทยาคม กทม.
ปริญญาตรี : วิศวกรรมโยธา (เกียรตินิยม) รุ่น E-34 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ปริญญาโท : วิศวกรรมโครงสร้าง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (สถาบัน AIT)
ปริญญาเอก : วิศวกรรมโครงสร้าง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (สถาบัน AIT)

ประวัติการทำงาน
2524-2527 : วิศวกรโยธาในบริษัทเอกชน
2527-2538 : นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายคอมพิวเตอร์ในงานวิศวกรรมโครงสร้าง ผู้ช่วยคณบดี คณะวิศวกรรมโยธา และผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนา สถาบัน AIT
2538-2543 : อาจารย์ประจำและผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัย สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
2543-ปัจจุบัน : วิศวกรโครงสร้าง / นักวิชาการอิสระ และอาจารย์พิเศษภาควิชาวิศวกรรมโยธามหาวิทยาลัยนเรศวร จ. พิษณุโลก

ผลงานและประสบการณ์
- ผู้พัฒนาโปรแกรม MICROFEAP สำหรับวิเคราะห์โครงสร้างแบบ 2 มิติและ 3 มิติ โดยวิธี Finite Element บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ปี 2526 ถึงปัจจุบัน
- งานวิเคราะห์และออกแบบโครงสร้างทั่วไป เช่น โรงงาน อาคาร สะพาน ทางยกระดับโครงการดอนเมืองโทลล์เวย์ ฯลฯ โดยใช้คอมพิวเตอร์
- ผู้ร่วมก่อตั้ง ผู้ดำเนินการและวิทยากรในโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ "การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในงานวิศวกรรมโครงสร้าง" ในช่วงปี 2528-2538 ที่สถาบัน AIT
- วิทยากรบรรยายให้แก่หน่วยงานของรัฐ เอกชนและสถานศึกษาต่างๆ
- ประธานและกรรมการในการจัดประชุมทางวิชาการด้านวิศวกรรมโยธาหลายครั้ง
- กรรมการเฉพาะกิจชุดติดตามและแก้ไขปัญหางานล่าช้าในโครงการก่อสร้างศูนย์กีฬา เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 แต่งตั้งโดยรัฐมนตรีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ในปี 2540
- กิจกรรมด้านสังคม เช่น ประธานชุมชนฯ อดีตผู้สมัครวุฒิสมาชิก กทม. ฯลฯ
รางวัลและเกียรติคุณที่ได้รับ
- ทุนเรียนดีในช่วงเรียนประถมและมัธยมศึกษา
- ทุนจากธนาคารมุตซุยในช่วงเรียนปริญญาตรี
- ทุน DAAD จากประเทศเยอรมันนีในช่วงเรียนปริญญาโท
- ทุนสถาบัน AIT ในช่วงเรียนปริญญาเอก
- เหรียญทองเรียนดีปี 2522-2524 จาก ม.เกษตรศาสตร์
- รางวัลวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ประจำปี 2530 เรื่อง "การพัฒนาโปรแกรม MICROFEAP-II สำหรับงานวิเคราะห์โครงสร้างทั่วไป" จากสภาวิจัยแห่งชาติ
- นิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ดีเด่นประจำปี 2536 ม.เกษตรศาสตร์
- ศิษย์เก่าดีเด่นโรงเรียนยานนาเวศวิทยาคม "สาขางานวิชาการ" ประจำปี 2544



Thaieng เรียนถามจุดเริ่มต้นในการเขียนโปรแกรม Microfeap ขึ้นมาครับ
ดร.สมพร จริงๆ Microfeap ตัวนี้เป็นผลงานจากวิทยานิพนธ์ สมัยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เราต้องการศึกษาว่าไมโครคอมพิวเตอร์ Apple ที่มีหน่วยความจำน้อยสามารถวิเคราะห์โครงสร้างโดยวิธี Finite Element ได้หรือไม่

คำว่า feap มาจาก Finite Element ซึ่ง Finite Element เป็นวิธีวิเคราะห์โครงสร้างเชิงตัวเลขที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ที่มีหน่วยจำสูง เราก็อยากจะศึกษาดูว่า Microcomputer เครื่องเล็กๆ ขนาด 8 บิต นี้ จะสามารถนำมาใช้วิเคราะห์โครงสร้างโดยวิธี Finite Element Method หรือเปล่า เพราะว่าถ้ามีความเป็นไปได้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อวงการวิเคราะห์ออกแบบโครงสร้างของเราอีกเยอะ เพราะฉะนั้นตอนนั้นก็เริ่มจากวิทยานิพนธ์ขึ้นมาที่ AIT ก็มี อาจารย์ วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย ท่านเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ที่นี้พอทำขึ้นมาเสร็จผลการศึกษาออกมาว่ามีความเป็นไปได้

โชคดีในตอนนั้นก็คืออาจารย์ วรศักดิ์ ไปที่ประเทศญี่ปุ่น เขาก็เลยจ้างผมอยู่ต่อที่ AIT ช่วย set LAB คอมพิวเตอร์ที่แผนกและช่วยดูแลนักศึกษาในวิชา Finite Element เนื่องจากตอนนั้นไม่ค่อยมีผู้ที่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์มากนัก ทาง AIT จ้างผม 1 ปี ผมก็เลยใช้เวลาตอนกลางคืนนั่งเขียน นั่งปรับปรุงโปรแกรมของเราไป เพราะตอนที่เราทำ Thesis นั้น เราจะทำคล้ายๆ stadd 3 นะครับ คือรวมการวิเคราะห์ทั้ง 2 มิติ 3 มิติ ทุกอย่างอยู่ในโปรแกรมเดียวกัน เพราะงานวิทยานิพนธ์เราเน้นในรูปแบบของให้ได้คำตอบถูกต้องในทางวิชาการ ไม่ได้เน้นมากในเรื่องความสะดวกในการใช้งานหรือความสวยงามของโปรแกรม เราแค่ต้องการให้ได้คำตอบถูกต้อง

ในช่วงที่ผมอยู่ AIT ผมคิดว่าเราน่าจะนำมาปรับปรุงให้มีการใช้งานได้ง่ายขึ้น ควรเพิ่มระบบ graphic ให้ใช้งานง่ายขึ้นและควรแยกเป็โปรแกรมย่อยตามประเภทการใช้งาน เช่น แยกออกมาเป็น โมดูล แทนที่จะเอา 2 มิติ 3 มิติมาปนกัน ก็แยกออกมาเป็นว่าโมดูล P1 ใช้วิเคราะห์ 2D Truss และ Frame เป็นต้น ก็พอดีเข้าสู่ยุคของ IBM-PC น่าจะเป็นประมาณช่วงปี 2526-27 ก็เลยต้องมาเปลี่ยน Microfeap จาก Apple มาเป็น IBM แทน ก็ใช้เวลาปรับปรุงช่วงหนึ่ง พอทำเวอร์ชั่น IBM เสร็จมีระบบ graphic ช่วยในการแสดงผลดีขึ้น ผมเรียกเวอร์ชั่นนี้ว่า Microfeap-II ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของโปรแกรม

Thaieng ในฐานะอาจารย์เป็นผู้พัฒนาโปรแกรมคิดว่า เป็นเพราะเหตุใดโปรแกรม Microfeap จึงเป็นที่รู้จักและนิยมของวิศวกรทั่วไปตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ดร.สมพร ผมคิดว่าจุดแรกนะ คงเป็นโปรแกรมที่เกิดมาก่อนเขานะ อันที่สองก็คือ มันใช้งานง่ายนะครับ อันที่ 3 ตรงประเด็นเลยคงเพราะ Copy ได้หรือราคาถูก ซึ่งในสมัยก่อนนั้นมีการส่งขายต่างประเทศในราคาชุดละ 200 เหรียญเท่านั้น ซึ่งนับว่าถูกมากๆ สมัยนั้นก็ประมาณ 5,000 บาท โดยเงินที่เราได้มาส่วนใหญ่ได้มาจากต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเชีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ปากีสถาน อินเดีย ศรีลังกา บรูไน ซาอุดิอาราเบีย ฯลฯ ได้มาจากพวกนี้นะครับ เงินที่ได้มาทุกบาททุกสตางค์นั้นเข้า AIT หมด เพราะเนื่องมาจากผมเป็นพนักงาน AIT จริงๆ AIT ไม่ได้จ้างผมเขียนโปรแกรมหรอกครับ เราเขียนเองแต่เผอิญโปรแกรมมันดังครับ เงินที่เข้า AIT ส่วนหนึ่งก็นำมาพัฒนาห้องคอมพิวเตอร์ที่แผนกโครงสร้างฯ ละครับ และที่ถามว่าทำไมถึงได้รับความนิยมก็คงเนื่องมาจากเราเกิดมาก่อนเขา อีกอย่างคู่แข่งตอนนั้นไม่ค่อยมี มันเป็นของใหม่ๆ คนก็เลยจำชื่อโปรแกรม Microfeap ได้ ยุคนั้นคอมพิวเตอร์ซอฟท์แวร์หาไม่ค่อยได้และราคาสูงมากครับ

Thaieng จริงๆ แล้ว โปรแกรม Microfeap มีทั้งหมดกี่รูปแบบครับ และแบ่งการใช้งานอย่างไร เท่าที่เห็นส่วนใหญ่ใช้กันจะมีเพียง P1 และ P 2 เท่านั้น
ดร.สมพร ตอนเริ่มต้นที่อยู่ในรูป Thesis จริงๆ นะ จะไม่มี การแบ่งเป็นโมดูล จะรวมส่วนที่เป็นแกนกลาง และตัว Element Library (ตัวลูก) หลายๆ ประเภท ไว้ในระบบเดียวกัน ตัว Library ลูกอาจเป็น โครงสร้าง Truss ก็เอา Truss เข้าไปพ่วง ถ้าเป็น Frame ก็เอา Frame เข้าไปพ่วงกับแกนกลาง เป็นต้น เพราะฉะนั้นเราสามารถพ่วงตัวลูกเข้าไป เท่าไรๆ ก็ได้ที่เราพอใจ เราออกแบบมาเป็น แบบนี้
ในยุคเบื้องต้นโปรแกรม Microfeap สามารถวิเคราะห์ได้ โครงสร้าง Truss 2 มิติ คาน Frame 2 มิติ Space Truss, Space Frame โครงสร้างเปลือกบาง 3 มิติ เช่น ไซโล เป็นต้น โครงสร้างเขื่อน หรือ Shear Wall ทำได้หมด

การใช้งานยุคเริ่มต้นไม่สะดวกครับเพราะเล่นเอาทุกอย่างไปรวมในระบบเดี่ยวกันหมดเลย ยุคนั้นวิศวกรไทยยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการใช้งานคอมพิวเตอร์ เขาไม่กล้านำไปใช้งานเพราะมันใหญ่เกินไป และงานในบ้านเราขณะนั้นส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาของ 2 มิติ เช่น บ้าน และอาคารธรรมดาขนาดปานกลางนะ การที่เราจะออกแบบโครงสร้างใหญ่ๆ เช่น เขื่อนหรืออาคารขนาดใหญ่ๆ สมัยนั้นเราใช้การจ้างวิศวกรต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้าออกแบบโปรแกรมให้ทำได้ทุกอย่างในระบบเดียวกันนะ คนก็จะใช้งานค่อนข้างยาก ก็เลยเป็นที่มาของการแยกมาเป็นโมดูลย่อยๆ อิสระต่อกันครับ เพื่อให้มันใช้งานได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีทั้งหมด 6 โมดูล มีตั้งแต่ P1 ถึง P6

Thaieng ในปัจจุบันมี P1 มี version window แล้ว และ P2 จะมี version window ด้วยหรือไม่
ดร.สมพร เป็นคำถามที่ดีครับแต่อาจตอบยาก คือพอผมทำ P1 ได้แล้ว โอกาสจะทำ P2 นั้นไม่ยากครับเพราะเราสามารถใช้ตัวแกนกลางของ P1 มาทำ P2 ได้ ผมหมดเวลาทำ P1 ไป 1 ปีเศษ ก็อย่างที่บอกตอนต้นครับว่า Microfeap ประกอบด้วยแกนกลาง เฉพาะแกนกลางใช้เวลาไปตั้ง 7-8 เดือน แต่ตรงตัว P1 จริงๆ ที่เป็น 2 มิติทำไม่กี่เดือนก็เสร็จเพราะฉะนั้นถ้าวันนี้ผมจะทำ P2 มันก็จะเร็วเพราะแกนกลางมันใช้ได้ เพราะเราเขียนตัว Library ของ P2 ที่เป็น grid และ Plate เข้ามาใส่ มันไม่ยากแล้ว แต่วันนี้ผมกำลังชั่งน้ำหนักดูว่า เนื่องจากผมเขียนโปรแกรมคนเดียวนะ ว่าจะไปเขียนตัว P2 ซึ่งเป็นตัว analysis ที่ใช้ได้ทั่วโลก คำว่า analysis ทุกประเทศทั่วโลกที่นำไปใช้ต้องได้คำตอบเหมือนกัน

ถ้าไปเลือกทำแบบนั้นก็มีประโยชน์จริงในมุมกว้าง แต่อีกทางที่กำลังมองคือ ทำโมดูล Design ต่อในส่วนของ P1 ก็จะทำให้คนไทยใช้ P1 มากขึ้น กำลังชั่งใจอยู่ในตอนนี้ ว่าจะทำ Design ต่อเลยดีมั้ย แนวโน้มเป็นไปได้ทั้งคู่ แต่ต้องคำนึงถึงการสนับสนุนจากพวกเราคนไทยด้วยกัน เพราะกว่าจะทำได้แต่ละชุดต้องใช้เวลานาน ผมเองก็ไม่มีรายได้จากไหนมารองรับเลยครับ ก้มหน้าก้มตาทำอยู่ในกระท่อมวิศวกรเป็นปีๆ แล้ว ถ้าไม่รักจริงป่านนี้เลิกทำไปนานแล้วครับ นี่เพราะไม่อยากเห็น Microfeap ตายไปจากสังคมละครับ มันเป็นผลงานของคนไทยเราแท้ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ควรช่วยกันอุ้มชูครับ

Thaieng แล้วทางอาจารย์มีโครงการจัดทำโปรแกรมเป็นภาษาไทยหรือไม่ เนื่องจาก ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องควบคุมอาคาร พ.ศ.2544 กำหนดว่าทั้งแบบ , รายการประกอบแบบ และรายการคำนวณจะต้องเป็นภาษาไทย..
ดร.สมพร จริงๆ แล้วอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมได้ยินมาเหมือนกัน ตอนทำตัว window P1 เสร็จ ก็มีวิศวกรท่านหนึ่งโทรมาหาผมบอกว่าอยากได้ที่เป็นภาษาไทย เพราะไปยื่นแบบแล้วไม่ผ่าน ผมก็เอ๋.. ถามผมว่าถ้าวันนี้ผมเขียนเป็นภาษาไทยยากมั้ย ผมบอกได้ว่าไม่ยากครับ เพราะโปรแกรม Microfeap เราเขียนเองหมด เพราะฉะนั้นการที่จะเปลี่ยนเป็นภาษาไทยก็เพียงแต่แค่ไปแก้คำสั่งมันให้เป็นภาษาไทย แต่ก็ต้องยอมรับถ้าถ้ามีภาษาไทยมันก็ต้องมีอีกเวอร์ชันหนึ่ง คือยังคงมีทั้งภาษาไทย และ อังกฤษ เพราะเราเองก็ต้องส่งออกนอก ตลาดเราในอนาคตไม่ได้อยู่แต่ในประเทศ เวอร์ชันอังกฤษจึงต้องมีอยู่ แต่ก็คงมีอีกอันเป็นเวอร์ชันเป็นภาษาไทย

แต่ผมได้เช็คไปที่ กทม. เช็คไปที่หัวหน้าเขต ลูกศิษย์หลายคนที่ทำงานอยู่ คุยกับวิศวกรที่ทำอยู่เทศบาลหลายคนเหมือนกัน เขาบอกว่าเป็นการเข้าใจผิดของพนักงานหน้าห้องที่เวลายื่นต้องเป็นภาษาไทย คือถ้าเป็นภาษาไทยได้จะดีมาก แต่ส่วนที่เป็นรายการคำนวณหรือคำศัพท์ Technique เหล่าไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาไทยครับ นี้หัวหน้าเขาคุยกับผมเลยนะ ซึ่งผมก็ว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น ทุกอย่างจะเป็นภาษาไทยทั้งหมดได้ไง ไม่เข้าใจจริงๆ คงสับสนมากกว่า สิ่งที่เขาต้องการผมว่าน่าจะเป็นใบปะหน้าและคำอธิบายทั่วๆ ไปเป็นภาษาไทย แต่รายการคำนวณที่เราเคยทำยังไง เช่นตัว F footing นี้ต้องเป็นแบบเดิม ซึ่งอาจเป็นความเข้าใจผิด ทางหัวหน้าเขาบอกว่าถ้ามีปัญหาแบบนี้น่าจะเข้าไปคุยกันเลย เพราะจริงๆแล้วไม่ถูกต้อง แต่ถ้าถามผมว่าให้ผมทำโปรแกรมเป็นภาษาไทย ผมว่าคงใช้เวลาไม่กี่อาทิตย์ก็เสร็จแล้ว เพราะเปลี่ยนแค่หัวอย่างเดียว ถ้าดูดีๆ ใน โปรแกรม Microfeap ชื่อ Authority ยังเป็นภาษาไทยได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นขอผมเช็คให้มั่นใจก่อนถ้าเขาต้องการแบบนั้นจริงๆ เราก็คงแก้ไขเพิ่มเติมให้อีกที แต่ถ้าต้องมีภาษาไทยจริงๆ ผมว่า โปรแกรม Microfeapได้เปรียบนะ เพราะว่าเราเขียนเองตั้งแต่ต้น แต่เท่าที่ตรวจสอบจากหัวหน้าเขตหลายเขต รวมทั้งจากลูกศิษย์ที่ทำงานอยู่ที่เขตยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องมีภาษาไทยทั้งหมด แต่ยังไงก็ขอเช็คให้แน่ใจอีกทีแล้วกันครับ

Thaieng นอกจากโปรแกรม Microfeap จะเล่นบน window ได้แล้ว อาจารย์มีโครงการพัฒนาโปรแกรม Microfeap มากกว่านี้หรือไม่ อย่างไร
ดร.สมพร จะเพิ่มเติมประสิทธิภาพของ โปรแกรม Microfeap ให้มาขึ้นหรือไม่นั้นคิดว่าคงทำ เช่น ต่อไปก็พัฒนาให้สามารถ Input เป็น graphic ได้นะครับ การป้อนข้อมูลโดย graphic ก็เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับวิเคราะห์ปัญหาเล็กๆ ได้สะดวกขึ้น หรืออาจจะขยาย P1 ให้สามารถทำพวก Influence line หรือ Load Commination ที่ใช้ในงาน Design ได้เลย อันนี้เป็นเรื่องของการขยายขอบเขตการทำงานของโปรแกรมนะครับ

Thaieng อาจารย์ช่วยยกตัวอย่างโครงการก่อสร้างที่มีการนำโปรแกรม Microfeap ช่วยในการออกแบบ สัก 1-2 โครงการ อีกทั้งโครงการนั้นๆ ใช้โปรแกรมนี้ช่วยในออกแบบโครงสร้างใด
ดร.สมพร ผมว่าในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาผลงานของ Microfeap มีให้เห็นมากมายโดยวิศวกรครับ ส่วนตัวที่ทำเองก็มีโครงการดอนเมืองโทวล์เวย์ตลอดทั้งสายซึ่งเป็นงานสะพานเป็นผลงานของโมดูล P1 และ P2 ทั้งหมด พวกเราออกแบบโครงสร้างเองทั้งหมดเป็น Prestressed Concrete ด้วย ซึ่งโปรแกรม Microfeap สามารถประยุกต์ได้แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีการ ตลอด 3 ปีกว่าที่เราออกแบบมีอาจารย์สถาพร โภคา เป็นหนึ่งในทีมงาน ทำทั้ง Substructures และ Superstructures โครงสร้างรูปตัว Y โครงสร้างรูปตัว U นั้นใช้ P1 ครับ งานอาคารได้แก่ Resort 28 ชั้นที่พัทยา, คอนโด 18 ชั้นของการเคหะแห่งชาติ ส่วนใหญ่วิศวกรของการเคหะจะใช้ โปรแกรม Microfeap ออกแบบทั้งหมด หรือโรงแรม 14 ชั้นที่หาดป่าตอง ภูเก็ต เป็นต้น และเมื่อไม่นานมานี้
ผมไปบรรยายที่กระทรวงสาธารณสุข ได้ทราบจากท่านผู้ช่วยปลัดฯ ว่าอาคารที่เพิ่งสร้างใหม่ 9 ชั้นทั้ง 7 หลังของกระทรวงฯ ใช้ โปรแกรม Microfeap ทั้งหมดเลย น่าภูมิใจครับ วิศวกรที่นั่นดีมากครับ ต้อนรับดี ทุกคนให้การสนับสนุน P1 for Windows ด้วยดี หรือแม้กระทั้งตึกสกุลไทยสูง 43 ชั้นที่อยู่ที่สุริวงศ์ ก็ใช้โปรแกรม Microfeap ร่วมกับโปรแกรม 3 มิติตัวหนึ่งใช้คู่กัน โรงงานอุตสาหกรรมอีกร่วมร้อยหลังในนิคมต่างๆ ที่เพื่อนผมออกแบบและก่อสร้างก็ใช้โปรแกรมนี้ ผมว่ามีมากมายจริงๆ ครับที่เพื่อนวิศวกรนำไปใช้กัน

Thaieng ไม่ทราบว่าอาจารย์มีกรณีตัวอย่างของการใช้โปรแกรมช่วยในการออกแบบโดยผิดวิธีหรือไม่ แล้วทำให้งานที่ทำเสียหายหรือไม่
ดร.สมพร ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมักเกิดจากความรู้เท่าไรถึงการณ์ของผู้ใช้ ใช้อย่างไม่มีความรู้อย่างนี้อันตราย เราต้องทำความเข้าใจว่าโปรแกรมก็เป็นเครื่องมือคล้ายๆกับเครื่องคิดเลข เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้งานดีมันก็เป็นคุณ ใช้งานไม่ดีมันก็เป็นโทษ เพราะฉะนั้นมันขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้ เหมือนกับที่ผมเขียนในกระท่อมวิศวกรในเว็บไซต์ของ Microfeap ลองไปอ่านดู

(จากกระท่อมวิศวกร ตอนที่ 1)
ถึง เพื่อนวิศวกรผู้ใช้โปรแกรมและนิสิต-นักศึกษาวิศวฯ
จากการที่เราได้นำโปรแกรมสำเร็จรูปมาใช้งานประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านการทำงานและการศึกษา เราจะเห็นว่าโปรแกรมสำเร็จรูปส่วนมากถูกผลิตขึ้นเพื่อใช้งานเฉพาะทาง (Specific Purpose Program) อย่างเช่น โปรแกรม Microfeap for Windows (P1) ใช้วิเคราะห์โครงสร้าง 2 มิติ ประเภท Truss, Frame และ Wall เป็นต้น เสน่ห์ของโปรแกรมสำเร็จรูป คือ ออกแบบให้ใช้งานง่าย ทันสมัย ให้ผลรวดเร็ว ไม่กวนใจผู้ใช้จนเกินไป ฯลฯ ผมจึงอยากให้เพื่อนวิศวกรและผู้ที่อยู่ในวัยเรียนได้ตระหนักถึง "คุณและโทษ" ของมันก่อนจะใช้งาน เราควรแยกแยะการใช้งานให้ถูกประเภทและเหมาะสมกับสถานะของตนเอง เช่น ถ้าอยู่ในวัยเรียน เราควรเรียนรู้หลักการทางทฤษฎี ศึกษารูปแบบของปัญหา และวิธีการวิเคราะห์ ฝึกฝนทำโจทย์เล็กๆ ด้วยมือให้เข้าใจอย่างถ่องแท้เพื่อเรียนรู้ขบวนการ จากนั้นอาจใช้โปรแกรมสำเร็จรูปมาช่วยตรวจสอบคำตอบภายหลัง มิใช่เริ่มต้นด้วยการเสาะหาเครื่องทุ่นแรง (โปรแกรมสำเร็จรูป) มาแก้ไขปัญหาโดยไร้ซึ่งหลักการทางทฤษฎี ผมอยากให้ผู้ที่อยู่ในวัยเรียนมีความมุ่งมั่นที่จะเป็น "ผู้ผลิต" มากกว่าจะเป็น "ผู้ซื้อ" มาใช้งานครับ
ส่วนเพื่อนวิศวกรผู้ใช้โปรแกรมในงานจริง เราควรต้องตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของวิชาชีพวิศวกรรมโครงสร้าง ทุกวันนี้เราทำงานอยู่บน "ความเสี่ยง" หลายปัจจัย แต่นี่ก็คือเกียรติและความภูมิใจของเราชาววิศวกร เราต้องรับผิดชอบต่อความแข็งแรงปลอดภัยของโครงสร้างที่ออกแบบ ดังนั้น "การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปจึงมีทั้งคุณและโทษ" ข้อความเตือนสตินี้พวกเราคุ้นหู เพราะนอกจากเราจะต้องพิถีพิถันในการเลือกใช้โปรแกรมที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับงานแล้ว ตัวเราเองจะต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับการจำลองโครงสร้าง (Structural Modeling) ด้วย การ "เสี่ยง" ใช้โปรแกรมประยุกต์ในงานวิชาชีพโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจก่อให้เกิดความเสียหายตามมา เนื่องจากโปรแกรมทุกโปรแกรมจะมีข้อจำกัดในการใช้งาน ผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรมจะไร้ซึ่งความหมายหากเราใช้ผิดทาง
ดังนั้น ก่อนจะประยุกต์ใช้โปรแกรมโครงสร้างใดๆ ในงานจริง ในฐานะวิศวกรโครงสร้างเราควรตระหนักและถามตัวเองว่า เรามีความพร้อมกับ 3 เป็นแค่ไหน ?
1) จำลองโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับการใช้งาน เป็น
2) ใช้โปรแกรมอย่างถูกวิธี เป็น
3) นำผลลัพธ์ที่ได้ไปใช้ในงานออกแบบ เป็น

การเตรียมตัวทำได้ไม่ยาก หากเรามีความมุ่งมั่นที่จะศึกษา เรียนรู้และฝึกฝนอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความชำนาญที่ถูกต้องให้กับตนเอง เช่น ศึกษาเพิ่มเติมจากตำราวิชาการต่างๆ หรืออาจเรียนรู้จากปรมาจารย์ที่เชื่อถือโดยตรง การกำหนดโครงสร้างจำลองนั้นมีความสำคัญต่อโครงสร้างจริงอย่างมาก วิศวกรที่มีความรู้ความเข้าใจและมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ย่อมจะ สามารถประยุกต์ใช้โปรแกรมได้ดีกว่าซึ่งจะส่งผลดีต่อโครงสร้างจริง โปรแกรมที่จะเลือกใช้ก็ต้องสอดคล้องกับโครงสร้างจำลองด้วย

ที่นี่เรายกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมเลย เขาต้องการที่จะวิเคราะห์โครงหลังคาซักโครงหนึ่ง ปกติเราเรียนโครงทักมา เราจะบอกว่า Support ข้างหนึ่งเป็น Roller อีกข้างเป็น Hinge ทำไมเราถึงสมมติให้เป็นแบบนี้ก็เพราะเมื่อก่อนเราไม่มีโปรแกรม ถ้าข้างหนึ่งเป็น Hinge ปลายอีกข้างหนึ่งเป็น Roller มันเป็นโครงสร้าง Determinate ก็เลยวิเคราะห์ด้วยมือได้ เช่น วิธีตัด Section ก็จะวิเคราะห์ได้ เขาก็เลยสมมติเอาล่ะ ใส่ปลายหนึ่งเป็น Hinge อีกปลายเป็น Roller ได้ ที่นี่วิศวกรรุ่นใหม่มีโปรแกรมใช้ ก็ป้อนข้อมูลเข้ามา แล้วก็ได้คำตอบ พอได้คำตอบเสร็จดีใจ แต่ตอนไปก่อสร้างก็ทำทั้งสองปลายเป็น Hinge ซึ่งผิดไปจาก Model ทีเราวิเคราะห์ในตอนต้น เรารู้เท่าไม่การณ์ เพราะนั้นถ้า 2 ปลายเป็น Hinge นั้น Support ก็ไม่ได้เป็น Determinate แล้ว เป็น Indeterminate มันก็จะมีแรงถีบส่งจาก Support ลงไปหาเสา เสาก็ต้องรับ Bending ฐานรากต้องรับ Moment ซึ่งเดิมอีกปลายหนึ่งมันเป็น Roller อยู่เดิมมันไม่มีแรงถีบจากเสา เสาก็ไม่ได้รับ Bending เพราะอย่างนี้ละซิครับ ก็คือเขาเอานำโปรแกรมไปใช้งานในแบบจำลอง แล้วเอาแบบจำลองไปก่อสร้าง ไม่ตรงกับที่เขาสมมติเอาไว้ ตัวอย่างแบบนี้มีเยอะเลยครับ บางคนสร้างแบบจำลองบนกระดาษ Support เป็น Hinge ไปก่อสร้างจริงเอาเหล็กล้วงเข้าไปเป็นกลายเป็น Fix ก็จะเกิด Moment ที่ Support ขึ้น ตอนที่เราเรียนมานั้นเราคงไม่ลืมว่า Hinge Support นั้นไม่รับโมเมนต์ การใช้โปรแกรมโดยไม่มีความรู้นี่ซิครับอันตราย

การมีโปรแกรมใช้อย่าดีใจนะครับ สิ่งที่นอกเหนือจากนั้นคือว่า แบบจำลองที่เราฝันอยากจะได้นะ เวลาที่เรานำไปก่อสร้างนั้นต้องใกล้เคียงกับแบบจำลองที่เราฝันเอาไว้ เพราะถ้าสร้างไม่ตรงกับแบบจำลองต่อให้ใช้โปรแกรมมันก็ไม่มีประโยชน์ และอีกจุดที่คนมักผิดพลาดก็คือ อาคารเตี้ยๆ รับแรงลม วิศวกรบางคนอาจเคยได้ยินรุ่นพี่บอกมาว่าไม่ต้องออกแบบให้มีแรงลมก็ได้ ก็เลยวิเคราะห์เป็นคานต่อเนื่องแล้วแบบนี้แรงลมที่กระทำจะหายไปไหนละ ถ้าเราไม่วิเคราะห์แรงลม ไปก่อสร้างขึ้นมาพอมีแรงลมมาปะทะอย่างนี้ก็เกิดปัญหา บางคนก็เอาโปรแกรมไปทำและใส่แรงลมกลับทิศ ออกแบบอีกทางแรงลมมาอีกทางอย่างนี้ก็ไม่รู้จะพูดยังไง โปรแกรมไม่ผิดหรอกแต่เราป้อนผิด ที่นี่ผมก็อยากฝากตรงนี้นิดเดี่ยวที่เรามักใช้ผิดก็คือ 1. เรื่องการโมเดลโครงสร้าง 2. ใช้โปรแกรมป้อนค่าตัวเลขผิด ในทางวิศวกรรมเราจะรู้ว่าเครื่องหมายเป็นเรื่องสำคัญมาก โมเมนต์บวกหรือลบควรเสริมความแข็งแรงให้ถูก


Thaieng ในอดีตวิศวกรยังไม่มีคอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ ก็สามารถออกแบบอาคารขนาดใหญ่และซับซ้อนได้แล้ว เขาใช้วิธีการใดหรือครับ คนรุ่นหลังๆ จะได้ทราบวิธีการนั้นๆบ้าง
ดร.สมพร สมัยก่อนในยุค 30 ปีก่อน งานระดับ 15 ชั้นขึ้นไปเราถือว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่ ยิ่ง 20 ชั้นจะถือว่าใหญ่เลย อันนั้นวิศวกรไทยส่วนใหญ่จะไม่ได้งาน เพราะว่าเขาไม่ไว้ใจวางใจเรา ต่างชาติก็จะเอางานตรงนี้ไปแล้วส่งกลับมาให้พวกเราก่อสร้าง ในเมืองไทยก็จะมีวิศวกรบางท่านเท่านั้นละที่เป็นปรมาจารย์ ได้งานพวกนี้ เขาก็ทำได้ 2 ทางเลือก ทางหนึ่งก็คือส่งไปเมืองนอก ไปวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์ตัวใหญ่และส่งกลับมาเมืองไทยมาทำรายละเอียดดีไซต์ต่อนะครับ หรืออีกทางอาจใช้วิธี simplified methods ก็จะตรงกับตอนที่ 2 ที่ผมเขียนในกระท่อมวิศวกร จะมีการจำลองโครงสร้างที่ยากๆ ให้เป็นแบบง่ายก่อน ต้องยอมรับว่าในสมัยก่อนนี้ วิศวกรเราเรียนอย่างมีความรู้เพราะอาจมีจำนวนน้อย ครูอาจารย์ดูแลได้ทั่วถึง เพราะฉะนั้นเขาเรียนรู้ แบบรู้จริงทางวิชาการ เมื่อเขารู้จริงเขาก็ทำงานเป็นต่อให้เขาไม่มีอุปกรณ์เหมือนสมัยนี้ก็ตาม เขาก็มีการจำลองจากโครงสร้างแบบยากๆ ให้ มันง่ายลงมาหน่อย เล็กลงมาหน่อย แล้วค่อยบังคับมัน อาจจะใช้วิธี Portal Frame สมมติให้จุด Hinge ให้มันอยู่กลางเสาก็มี หรืออาจตัดเป็นคานต่อเนื่อง หรืออะไรก็แล้วแต่เพื่อทำให้มันวิเคราะห์ได้ง่ายขึ้น และโครงสร้างอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย เรื่องความประหยัดเป็นเรื่องรองลงมา เพราะสมัยก่อนการแข่งขันมีน้อย เรื่องประหยัดเก็บไว้ก่อนเพราะวัสดุต่างๆ ไม่ค่อยแพงมาก ถ้าโครงการใหญ่วิศวกรเมืองนอกอาจได้ไป ถ้าย้อนกลับมาในปัจจุบันการแข่งขันมีสูง เราต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย งานอาคาร 15 ชั้น 20 ชั้นที่แต่ก่อนเราเรียกว่าขนาดใหญ่ ตอนนี้กลับกลายเป็นขนาดเล็ก สมัยนี้เราไม่ต้องพึ่งวิศวกรต่างชาติแล้ว เราเอามาทำเอง เพราะฉะนั้นอย่างที่ถามผมว่า โครงการที่ใหญ่มากก็จะให้ต่างชาติทำหรือไม่นั้น เราก็มีวิศวกรที่ทำเองได้

Thaieng ในปัจจุบันสามารถบอกได้หรือไม่ว่า วิศวกรกับโปรแกรมเป็นของคู่กัน วิศวกรไม่สามารถทำงานได้โดยปราศจากคอมพิวเตอร์
ดร.สมพร บอกได้ แต่ไม่เต็มปาก อย่างผมนิ ถ้าไม่มีคอมพิวเตอร์ผมรู้สึกว่าผมติดกับมันละ ผมคิดว่ามันเป็นปัจจัยที่ 5 ที่ 6 แล้วละ รถยนต์กับคอมพิวเตอร์ อาจจะต้องควบคู่แล้วสำหรับคนที่ทำงานคนเดียวสมัยนี้ เพราะว่ามันช่วยงานเราได้เยอะ เวลามันทำงานหนักมันไม่เถียงเรานะ ไม่ระบายอารมณ์กับเรา ไม่เหมือนคนนะ คราวนี้แต่ที่บอกว่าบอกได้ไม่เต็มปากนะว่า ถึงแม้จะไม่มีคอมพิวเตอร์ ถ้าเรามีความรู้ เราก็สามารถทำงานด้วยด้วยเครื่องคิดเลข ธรรมดาได้แต่อาจจะลำบากหน่อย ที่บอกว่าเราไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วเราทำงานไม่ได้นั้นคงไม่จริง คิดว่าไม่ 100% คอมพิวเตอร์ตอนนี้ก็เหมือนมือถือนะ ที่บอกว่าถ้าไม่มีมือถือทำธุรกิจไม่ได้นั้น คงไม่เกี่ยวกัน ผมเองก็ไม่มีมือถือ สำหรับคอมพิวเตอร์นั้น มันมีความสำคัญกับผมมาก เพราะผมทำงานอย่างอิสระ เวลาก็ไม่แน่นอน เราก็ไม่อยากเอาสมองไปคิดกับพวกตัวเลขเยอะๆ เราก็เลยใช้มันแทน แต่ก็ยังยืนยันว่าถ้าไม่มีคอมพิวเตอร์เราก็ยังทำงานได้ครับ ผมอยากเน้นประการแรกคือความรู้ ถ้าเรามีความรู้คอมพิวเตอร์ก็เป็นเพียงแค่อุปกรณ์ช่วยเท่านั้น

Thaieng อาจารย์คิดว่าในปัจจุบันมีการใช้โปรแกรมวิเคราะห์โครงสร้างช่วยในการออกแบบ มีข้อควรระวังต่อวิศวกรไทยอย่างไรบ้างครับ
ดร.สมพร ตรงนี้ตรงกับที่ผมเขียนไว้ในคู่มือเลย ผมเป็นห่วงมากและอยากให้วิศวกรได้ตระหนัก เพราะผมถือว่าคนเราหากมี โปรแกรมหรือมีคอมพิวเตอร์ใช้ แต่ขาดความรู้ทางวิชาชีพผมขอขีดเส้นใต้คำว่าวิชาชีพ ก็จะไม่มีประโยชน์ ลองอ่านบทที่ 1 ในคู่มือโปรแกรม Microfeap for Windows ซึ่งเป็นภาษาไทยและวางขายอยู่ตามท้องตลาดดู เราต้องคิดให้ดีว่าวิชาชีพ เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยแข็งแรง เราเรียนโครงสร้างมามันไม่เหมือนกับวิศวกรรมสาขาอื่น สาขาอื่นเขาเกิดอะไรขึ้น ผลกระทบยังไม่รุนแรงเท่าของโครงสร้าง เช่น ถนนทรุด ถนนพัง เศรษฐกิจไม่ดี ฯลฯ ก็คงไม่เหมือนอาคารพัง สะพานพัง เป็นต้น เพราะฉะนั้นการที่มีโปรแกรมแล้ว อย่าคิดว่าโปรแกรมจะเนรมิตอะไรขึ้นมาก็ได้ จุดแรก เราควรที่จะมีความรู้ความเข้าใจมาก่อน เมื่อมีความรู้แล้ว เครื่องไม้เครื่องมือที่นำมาใช้มันก็จะไม่มีปัญหาอะไร ผมจึงเน้นในกระท่อมวิศวกรในเว็บไซต์ในตอนที่ 1 ไว้ ถ้าใครมาอ่านผมจะเน้นด้านวิชาชีพเป็นหลัก คือมี
1) จำลองโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับการใช้งาน เป็น
2) ใช้โปรแกรมอย่างถูกวิธี เป็น
โปแกรมในปัจจุบันมันมีอยู่หลายเกรด บางพวกเขาก็ลงทุนกันจริงๆ เป็นธุรกิจ มีที่มาที่ไปแน่นอน มีการดูแลบริการผู้ใช้ โปรแกรมบางตัวก็เป็นพวกที่มาจากวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาซึ่งอาจไม่ได้เน้นที่การใช้งานจริง เขาทำขึ้นมาอาจดูสวยหรู ฟังชื่อแล้วน่านำไปใช้ แต่เวลาเราจะนำไปใช้เราต้องตรวจสอบ เราต้องยอมรับว่านักศึกษาที่ทำมานั้นมีประสบการณ์มาน้อย เขายังรุ่นๆ ยังรักสนุก การเขียนโปรแกรมอาจไม่ครอบคลุมทุกกรณี พวกนี้มักจะแจกฟรี ผู้ใช้ไม่ควรนำไปใช้ในวิชาชีพทันที ต้องตรวจสอบให้แน่นก่อน ต้องรู้ที่มาที่ไปของมันนะครับ ส่วนอันที่ 3 คือ
3) นำผลลัพธ์ที่ได้ไปใช้ในงานออกแบบเป็น เพราะโมเดลที่ทำงานอยู่บนกระดาษ ซอฟต์แวร์ที่ใช้ก็อยู่บนกระดาษ เราจะสื่อสารยังไงละ จากเราที่เป็นผู้ออกแบบไปให้ผู้ที่ควบคุมงานเขาดูแล้วเข้าใจ สามารถปฏิบัติได้ เช่น Support ที่เราบอกว่าเป็น Fix ละ แล้วหน้างานจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น Fix เราไม่ได้ไปอยู่ที่หน้างาน มันต้องแสดงผลที่ Drawing เพราะฉะนั้นเราต้องแปลงผลลัพธ์ที่เราคำนวณได้ในกระดาษ ถ่ายทอดมันให้ผู้อื่นเขารับรุ้ทางด้านของ Drawing ให้ชัดเจน
เพราะฉะนั้นวิศวกรรุ่นใหม่กับรุ่นเก่า ก็แตกต่างกันอยู่ตรงนี้ละครับ เพราะวิศวกรรุ่นเก่า เขามีความรู้ขาดเพียงเทคโนโลยี พอเขาทำไปทำมาเขามีประสบการณ์ เขาทั้งมีสองอย่างขาดเพียงเทคโนโลยี แต่มาในยุคปัจจุบัน นักศึกษาที่เรียนวิศวะมีจำนวนมาก ห้องหนึ่งอาจเป็นร้อยๆ อาจารย์จะดูแลได้อย่างไร พยายามทำเต็มที่คงได้แค่นี้ จบออกไปก็มีการแข่งขันกันสูง ทีละหลายร้อยคน หางานก็ยาก วิศวกรรุ่นใหม่ก็เลยกลายเป็นว่า 1.มีเทคโนโลยีแต่ความรู้ไม่แน่น ประสบการณ์ไม่มี เราควรจะต้องหาทางเอาวิศวกรรุ่นใหม่ และรุ่นเก่ามาเจอกัน เอาพวกเก่าที่มีประสบการณ์ มีความรู้รวมกับรุ่นใหม่ที่เขามีเทคโนโลยีนี้นะ ถ้าเราบวกกันได้เมื่อไรนี้ สังคมเราเยี่ยม


บทสรุปส่งท้าย
หายไปนานมากเลย สำหรับคอลัมน์นี้ ได้ข้อคิดจาก ดร.สมพร ไม่มากก็น้อยนะครับ

Thaieng.... 23/05/45

 



 


ท่านสามารถติดต่อและแจ้งคำแนะนำกับทีมงานได้ที่ chock87@hotmail.com
© All right reserved. Powered by INNOVATIVE KNOWHOW CO, LTD.