บางกอก Out of Order

PDFPrintE-mail

สำรวจบทเรียนราคาแพงที่ถูกลืม ก่อนถึง "ทางเท้าเทวดา" มูลค่า 1.5 หมื่นล้านที่คุณชายผู้ว่าฯ เดินหน้าผลักดันอย่างไม่ฟังเสียงทัดทาน

"บีอาร์ที" ท่าดีทีเหลว


กลางปีที่ 2553 ผ่านมา คนที่อาศัยย่านชานเมืองฝั่งสาทรดูจะตื่นเต้นกันยกใหญ่กับวันดีเดย์เปิดใช้บริการรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษชิดเกาะกลาง หรือ รถบีอาร์ที สายสาทร-ราชพฤกษ์ ที่ออกให้บริการเมื่อ 29พฤษภาคม

โดยแน่นอนว่า วัตถุประสงค์ของโครงการดังกล่าวก็เพื่อเป็นทางเลือกให้กับคนกรุงได้หันมาใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น และลดปัญหาการจราจรติดขัด


แต่เรื่องกลับกลายเป็นว่าตลอดระยะเวลาของรถเมล์ที่ได้รับอภิสิทธิ์เลนอย่างบีอาร์ทีออกวิ่งมานั้น ดูเหมือนเสียงก่นด่าแทบจะกลบเสียงจนหมด สาเหตุก็ไม่ใช่อื่นไกล คนขับรถที่ไหนจะยอมเสียช่องจราจรไป 1 เลนให้กับรถบีอาร์ที(ที่เขาไม่ได้นั่ง)

จากความไม่พอใจก็เริ่มเกิดการแสดงอาการต่อต้าน ทั้งการฝ่าฝืนเข้าเดินรถในช่องทางรถบีอาร์ที การหยุดรถกีดขวางในจุดกลับรถและทางแยก และการควบคุมระบบสัญญาณไฟจราจร ซึ่งแทนที่จะได้แก้ปัญหา กลับทำให้มันหนักมากยิ่งขึ้น


หลายคนอาจมองว่าคนหลังพวงมาลัยเหล่านี้ทำไมใจแคบ ไม่คิดถึงหัวอกคนที่ต้องโดยสารรถเมล์บ้าง แต่ถ้ามองให้ดีๆ เรื่องนี้เป็นเพราะการไม่คิดให้ถี่ถ้วนของผู้ดำเนินนโยบายใช่หรือไม่?


จากรายงานปริมาณผู้โดยสารช่วงเดือน ธันวาคม 2553 พบว่ามีผู้โดยสารรวม 321,711คน เฉลี่ยวันละประมาณ11,000ต่อวัน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่น้อยกว่าเป้าหมายอย่างมากโดยสาเหตุที่คนใช้บริการจำนวนไม่มาก ก็เพราะความไม่บูรณาการ เชื่อมต่อโครงข่ายการเดินทางให้ราบรื่นได้นั่นเอง

เมื่อ "ซ้ายก็ไม่ไหว ขวาก็ไม่เวิร์ค" เช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ กทม. ตัดสินใจชะลอโปรเจคท์บีอาร์ทีเฟสต่อไปเอาไว้ก่อน

ตราบใดที่ไม่สามารถดึงดูดให้ประชาชนมาใช้บริการให้มากขึ้น เพื่อนำไปเป็นเหตุผลคัดง้างดับอารมณ์ฮึ่มๆ ของคนหลังพวงมาลัยได้ กทม. ก็คงต้องรับสภาพการจราจรจลาจล บนถนนสายสาทร-ราชพฤกษ์ กันต่อไป

"ไบค์เลน" เข็นใจ

นับตั้งแต่ทางจักรยานเส้นแรกของคนเมืองกรุงกำเนิดขึ้นในยุคสมัยที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. จนกระทั่งสมัยอดีตผู้ว่าฯ รูปหล่อ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปิ๊งไอเดียรณรงค์ให้ชาวเมืองหันมาขี่จักรยานกันมากขึ้น โดยมีเหตุผลว่า เพื่อประหยัดพลังงาน ลดอากาศเสีย ส่งเสริมสุขภาพ และยังเชื่อมโยงไปยังการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2549


โดยได้สั่งการไปยังหน่วยงานในสังกัด กทม. ให้จัดสรรที่จอดรถจักรยาน พร้อมทั้งให้แต่ละเขตนำเรื่องไปศึกษาต่อถึงการทำเส้นทางจักรยานว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ นอกจากนี้ยังปิ๊งไอเดียคิดแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวในโครงการเส้นทางท่องเที่ยวทางจักรยาน 10 เส้นทาง อีกทั้งให้ชาวเมืองมาใช้พื้นที่ในสวนสาธารณะของ กทม. สำหรับขี่จักรยานออกกำลังกายในสวนได้ แต่จะต้องอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยของผู้เข้าไปใช้สวนสาธารณะคนอื่นๆ


จากนั้นมาชาวกรุงก็ได้มีไบค์เลนใช้ทั้งเพื่อการเดินทางรวมแล้วกว่า 20 เส้นทาง อาทิ เส้นทางจักรยานถนนประดิษฐ์มนูธรรม ถนนอรุณอมรินทร์ตัดใหม่ ถนนสรงประภา ถนนเจริญนคร ถนนพหลโยธิน ถนนเพชรเกษม ฯลฯ บวกเข้ากับเส้นทางเพื่อการท่องเที่ยวอีกราว 10 เส้นทาง เช่น เส้นทางจักรยานรอบเกาะรัตนโกสินทร์, เส้นทางจักรยาน Unseen ดุสิต, เส้นทางจักรยานท่องกุฎีจีน เป็นต้นนั้น

หากดูกันตามจำนวนเส้นทางแล้ว ต้องถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่ชาวกรุงผู้พิศมัยการปั่นจักรยานได้มีโอกาสลับน่อง(เหล็ก)กันได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่พอเอาเข้าจริง ใครได้ลองมาถีบดู จะรู้ว่าเส้นทางจักรยานคน(ทำเป็น)จนนั้น ยังลุ่มๆ ดอนๆ อยู่ มีก็เหมือนไม่มี


... หลายครั้งที่ถูกเบียดบังโดยเพื่อนร่วมทางตัวใหญ่หลายแรงม้า ที่โฉบเข้ามาขอร่วมเลนด้วยบ้าง บางครั้งก็จอดรถแวะซื้อของในทางจักรยานกันเสียดื้อๆ


ขณะที่ไบค์เลนบนฟุตบาธก็ใช่ว่าจะทางสะดวก เพราะต้องติดขัดด้วยแผงลอยของพ่อค้าแม่ขาย บางทีก็เจอขวางกลางลำด้วยรถเข็นเต็มๆ เลยก็มี

นอกจากนี้ทางจักรยานในหลายสาย เส้นที่ตีไว้เริ่มเลือนไป และในบางที่ก็หายไปเลย อย่างเส้นถนนประดิษฐ์มนูธรรมก็มีรถมอเตอร์ไซค์มาใช้เสียเยอะ เส้นที่ตีไว้ก็จางไป  ตรงถนนประชาชื่นปัจจุบันเหลือแค่ช่วงระหว่างซอยประชาชื่น 24 ไปยังคลองบางเขน  ส่วนด้านขวาตรงริมคลองประปาซึ่งเป็นทางจักรยานสายแรกของกรุงเทพฯได้หายไป และกลายเป็นทางเดินไปแล้ว

เชื่อหรือไม่ว่าสำหรับนักการเมืองสมองใสแล้วนั้น แม้กระทั่งทางจักรยาน ท่านก็นำมาหากินได้ โดยเลือกเอาทำเลใจกลางเมืองมาสร้างทางจักรยาน หวังจะให้ผลงานออกสู่สายตาประชาชีให้ได้มากที่สุด โดยไม่ได้สนใจว่าทางที่ท่านสร้างใช้งานจริงได้มากน้อยแค่ไหน

"อัจฉริยะ" ไม่เสร็จ


กรุงเทพฯ กับ รถติด ดูจะกลายเป็นโลโก้ที่ใครๆ ต่างก็รู้กันดี และมีความพยายามแก้ปัญหามาหลายยุคหลายสมัย รวมทั้ง โครงการ "ระบบจราจรอัจฉริยะ" ของผู้ว่าฯ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ดูจะเป็นอีกตำนานหนึ่งที่ชาวกทม.น่าจะยังจำได้ดี


นโยบาย "ปลดล็อก" และอำนวยความสะดวกให้ชีวิตคนเมือง โดยใช้เทคโนโลยียุคดิจิทัลเข้ามาช่วย ทางผู้บริหารเมืองหลวงสมัยนั้นยืนยันว่า นี่จะเป็นมิติใหม่ของการแก้ไขปัญหาการจราจรอีกทางหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดเวลาและต้นทุนการเดินทาง บรรดาระบบอัจฉริยะเหล่านี้ยังช่วยประหยัดพลังงานในยุคภาวะวิกฤติการณ์น้ำมันอีกด้วย 

อย่างที่รู้กันแต่ไหนแต่ไรมา ปัญหาจราจร สำหรับบางกอกขึ้นชื่อว่า "ปราบเซียน" อยู่เสมอ ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน
เริ่มตั้งแต่เรื่องเกี่ยวกับคนเดินถนนทั่วไปอย่าง ทางม้าลายอัจฉริยะ เมื่อก่อนไม่มีสัญญาณไฟ รถก็ไม่หยุด แต่เมื่อมีสัญญาณไฟตัวตุ๊กตาสีเขียว รถก็ยังไม่หยุดให้คนข้ามอยู่ดี ซึ่งไม่รู้ว่าจะโทษประสิทธิภาพของป้าย หรือนิสัยคนนั่งหลังพวงมาลัยดี


สำหรับคนที่ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ ป้ายรถเมล์อัจฉริยะ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวก โดยบอกตำแหน่งรถเมล์แต่ละคัน เวลาที่จะมาถึง สามารถกดปุ่มหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว และหมายเลขโทรศัพท์ราชการ จำนวน 200 จุด ก็ได้แต่ร้องเพลงรอไปก่อน เนื่องจากตัวโครงการถูกชะลอออกไปโดยไม่มีกำหนด เพราะไม่มีความชัดเจนในเรื่องของการติดตั้งสัญญาณกำหนดตำแหน่งของรถ หรือ GPS ที่ตัวรถเมล์โดยสาร

ป้ายจราจรอัจฉริยะ ติดตั้งเพื่อให้ข้อมูลข่าวสารการจราจรแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน ให้เลือกเส้นทางหรือหลีกเลี่ยงถนนที่ติดขัด อัพเดทข้อมูลการจราจรตลอดเวลา ทุกนาที กว่า 40 ป้าย กระจายทั่วเมือง ลงทุนจัดทำและค่าติดตั้งทั้งหมด 210 ล้านบาท สนนราคาป้ายละ 5 ล้านกว่าบาท


ทำท่าเหมือนจะดี แต่หลังจากเปิดใช้งานได้ไม่นาน ทั้งเจ้าของโครงการ และบริษัทรับเหมาต่างหลบก้อนอิฐที่ถูกโยนมาจากทั่วทุกสารทิศแทบไม่ทัน ตั้งแต่ ระบบรับ-ส่งข้อมูลไม่สเถียร ป้ายจราจรดับ หน้าจอไม่มีข้อความตัววิ่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลจราจร หรือแสดงผลไม่ตรงกับสภาพการจราจรจริง จนต้องปิดป้ายไป 16 จุด


ส่วน จุดจอดรถแท็กซี่อัจฉริยะ 150 จุดทั่ว กทม. ถือเป็นอีกโครงการที่ถูกโจมตีว่าสูญเปล่า หลายจุดวางระบบแล้วแต่ใช้งานไม่ได้ เพราะได้มีผู้ค้าหาบเร่-แผงลอยนำอุปกรณ์ และสินค้าไปแขวนวางขาย และเป็นที่จอดพักรถจักรยานยนต์รับจ้าง หรือรถส่วนบุคคลอื่นเข้าไปจอดในบริเวณดังกล่าว ขณะตัวเลขของแท็กซี่ที่เฉียดเข้าไปรับผู้โดยสารก็มีสัดส่วนเพียง ร้อยละ 32 ของแท็กซี่ทั้งหมด เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมี โครงการที่จอดรถอัจฉริยะ ที่ทางกรุงเทพฯ จะอำนวยความสะดวก ในพื้นที่อาคารจอดรถ  ซึ่งแต่ละแห่งจะต้องมีพื้นที่จอดรถได้ไม่น้อยกว่า 200 คัน และสามารถอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้รถสามารถนำรถมาจอดและเดินทางต่อด้วยระบบขนส่งมวลชนไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างรวดเร็ว ที่เสียงตอบรับก็ยังเงียบอยู่มาจนถึงทุกวันนี้


ไม่รู้ว่า โดนอิฐขว้างมากองเต็มโต๊ะ แถมมีปัญหาพ่วงท้ายมารุงรังขนาดนี้ ไม่รู้ว่าบรรดาผู้บริหาร "อัจฉริยะ" จะน้ำตาตกกันบ้างหรือเปล่า

รถไฟฟ้ามาเนียนๆ

ดูจะเป็นทั้ง ความฮือฮา และ ความหวัง สำหรับชีวิตคนชานเมือง (ฟากตะวันออก) อยู่พอสมควรทันทีที่เห็นรถไฟวิ่งลอยฟ้าขนานกับทางด่วนถนนกรุงเทพ-ชลบุรีสายใหม่


โครงการรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือ แอร์พอร์ตเรลลิงก์ (Airport rail link) ที่ติดปากคนเมืองว่า แอร์พอร์ตลิงก์ ได้กลายมาเป็นอีก "ตัวช่วย" น้องใหม่ ในตระกูลรถรางเพื่อเชื่อมชานเมืองสู่ใจกลางมหานคร


คุณสมบัติการย่นระยะทางจาก "ไม่ต่ำกว่าชั่วโมง" เป็น "ไม่ถึงชั่วโมง" เว้นระยะระหว่างขบวนทุกๆ 8-15 นาที ทำให้ยอดผู้ใช้บริการแตะหลัก "สี่หมื่น" (ในชั่วโมงเร่งด่วน) ถือเป็นเครื่องการันตีความนิยมของฮีโร่ขบวนใหม่นี้ได้เป็นอย่างดี


แต่ก็ใช่ว่า ท่ามกลางเสียงปรบมือจะไม่มีคนก่นด่า ตั้งแต่เริ่มเปิดรันระบบ ปัญหาตั๋วโดยสารที่ออกมาในลอตแรกๆ ดูจะไม่ค่อยประทับใจผู้โดยสารสักเท่าไหร่ ยิ่งเมื่อเวลารอฉีกตั๋วจนต้อง "ตกรถไฟ" ไปทำงานไม่ทันดูจะกลายเป็นแผลเป็นรอยใหญ่ที่เห็นได้ชัดๆ หรือชานชลาที่ยืนรอขบวนไม่ได้บอกขอบเขตประตูให้ต้องเล่นเกมเดาจังหวะว่าจะยืนเลยขบวนไปหรือเปล่า ก่อนจะเข้าไปเล่นเก้าอี้ดนตรีเบียดที่นั่งเพราะไม่ได้แบ่งสัดส่วนเบาะนั่งเอาไว้อย่างชัดเจน หรือเสียงปิดประตูที่มักกระชากอารมณ์พอสมควร ยังไม่นับสิ่งปลูกสร้างอย่าง บันได ลิฟท์สำหรับขนกระเป๋า และลานจอดรถที่ทำเอาหลายคนส่ายหัว


สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ในช่วงแรก เจ้าของโครงการอย่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยอมรับว่า เนื่องด้วยความใหม่ของระบบที่ยังไม่ค่อยเรียบร้อย ในเรื่องสถานที่จึงได้มีการปรับแก้สัดส่วนเท่าที่แก้ได้ โดยเฉพาะจุดเชื่อมต่อ และจุดรับส่งใหญ่ๆ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอย่าง ป้ายบอกทาง หรือสัญญาณต่างๆ ภายในสถานีก็ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ แก้กันต่อไป

หลังจากนั้น รถไฟฟ้าน้องใหม่ขบวนนี้ก็วิ่งไปตามปกติ ทิ้งช่วงมารอบค่อนปีให้หลัง เส้นสายต่างๆ ถูกปรับแก้ให้ดูดีขึ้น แต่ก็ยังเป็นแบบ แปะติด ไม่ว่าจะเป็นสติกเกอร์บอกช่องทางเข้า หรือป้ายกระดาษเอสี่ห้ามลงตรงบันไดเลื่อน ส่วนสิ่งก่อสร้างระดับทางเชื่อม หรือลานจอดรถเริ่มถูกจัดวางให้เข้าที่เข้าทางขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการอยู่ดี พอๆ กับการเริ่มปรับพฤติกรรมผู้โดยสาร เสียงประตูสนั่นโลกกลายเป็นเรื่องล้อเลียนในหมู่คนเดินทางไปในทุกๆ เที่ยว

หากจะมองตามสถานการณ์แล้ว คงไม่ต่างจากอาการเด็กเห่อของเล่นใหม่ ที่แรกๆ ดูจะเอาใจใส่ แต่พอเรื่องเริ่มซา และเวลานานไป ที่เคยมีอยู่อย่างไรก็ "เนียน" ใช้ไปอย่างนั้น

 

 

 

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com

Last Updated on Wednesday, 14 December 2011 15:44