Construction Knowledge

Construction Knowledge (167)

เนื่องจากปัจุบันการตื่นตัวเรื่องสภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกได้แผ่ขยายไปทั่ว ทุกภาควิชาการและทุกสาขาวิชาชีพ ด้วยผลกระทบที่นับวันจะมีมากขึ้นทั้งต่อคุณภาพชีวิตและระบบเศรษฐกิจของประชาชน สาหรับสาขาการวางผังเมือง ปัญหาสภาวะโลกร้อนได้ถูกกล่าวถึงอย่างมากในกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยการศึกษาพบว่าหลายๆ เมืองใหญ่ได้บรรจุแนวทางการลดปัจจัยที่เป็นต้นเหตุของสภาวะโลกร้อนไว้ในวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์ ดังที่เรียกว่า “ยุทธศาสตร์เมืองเขียว (Greenest City Strategy)” ซึ่งยุทธศาสตร์นี้ได้ใช้แนวนโยบายการวางผังทางกายภาพให้เกิดความกระชับเป็นเครื่องมือในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์และก๊าซอื่นๆ ออกสู่ชั้นบรรยากาศ และใช้เกณฑ์ทางกายภาพของการเติบโตอย่างชาญฉลาด (Smart Growth) เป็นกลยุทธ์การวางผังเพื่อหยุดยั้งการกระจัดกระจายของเมือง ซึ่งเป็นสาเหตุสาคัญในการกระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานที่สิ้นเปลืองของเมือง และเป็นปัจจัยหนึ่งในการเพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ โดยมีเมืองที่ประสบความสาเร็จในการใช้ยุทธศาสตร์เมืองเขียวได้แก่ เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนนาดา เมืองนิวยอร์ค เมืองพอร์ตแลนด์ และเมืองเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งประเทศสิงค์โปร์

ประเทศไทย แม้จะมีหลายหน่วยงานได้ริเริ่มโครงการวางผังกายภาพเพื่อลดสภาวะโรคร้อนไปบ้างแล้ว แต่ยังนับว่าไม่แพร่หลายมากนักโดยหน่วยงานระดับท้องถิ่นส่วนใหญ่ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการนาแนวคิด การลดโลกร้อนลงสู่การปฏิบัติยังไม่ได้บรรจุยุทธศาสตร์นี้ลงในแผนวิสัยทัศน์ ทั้งนี้ อาจเนื่องจากยังมี ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ขาดความตรหนักต่อปัญหาและขาดองค์ความรู้ด้านการวางผังเมืองและการกระชับรูปทรงเมืองที่ถูกต้อง

สาหรับแนวทางการวางผังเมืองและออกแบบเมืองเขียวเกิดขึ้นจากการพยายามในการลดการใช้ทรัพยากร ที่ไม่มีความคุ้มค่าและปัจจัยกระตุ้นการทาลายสภาวะแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทาลายทรัพยากรดิน น้า อากาศ และแหล่งผลิตอาหารที่มีแนวโน้มนับวันจะแผ่ขยายมากขึ้นจากการเติบโตของเมืองที่ไม่ได้มีการวางแผนพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้เป็นที่ยอมรับกันว่าการวางผังเมืองและออกแบบเมืองเขียว สามารถช่วยลดการใช้ทรัพยากรและการแก้ไขปัญหาสภาวะแวดล้อม และเป็นการวางแผนพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน ซึ่งการวางผังเมืองและออกแบบเมืองเขียวจะมีเกณฑ์และแนวทางที่ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนา ดังที่จะกล่าวต่อไป

ความหมายของเมืองเขียว

คาจากัดความที่ได้รับการยอมรับมากในวงการผังเมืองที่ Matthew E. Kahn ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์เมืองของ The Fletcher School at Tufts University ได้ให้ความหมายว่าเป็นเมืองที่ไม่มีภาวะการกระจัดกระจาย มีย่านพาณิชยกรรมและย่านการอยู่อาศัยเกาะกลุ่มที่มีความกระชับและมีความสมดุล เป็นเมืองนิเวศที่มีระบบการจัดการทรัพยากรที่ประหยัด คุ้มค่า ประชาชนภายในเมืองมีความสัมพันธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความเป็นเมืองที่ประชาชนมีความสุขในการอยู่อาศัยและการทางาน เป็นเมืองที่มีอากาศและน้าที่สะอาด ถนนและสวนสาธารณะได้รับการออกแบบจนเป็นที่พึงพอใจสาหรับประชาชน เป็นเมืองที่มีความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติและการระบาดของโรค เป็นเมืองที่กระตุ้นให้ประชาชนมีพฤติกรรมการอยู่อาศัยตามวิถี การประหยัดทรัพยากรและไม่ทาลายสภาพแวดล้อม ประชาชนส่วนใหญ่สัญจรด้วยระบบขนส่งมวลชนและการเดินทางสีเขียวซึ่งส่งเสริมกิจกรรมทางกาย

เกณฑ์และแนวทางการสาหรับการวางผังเมือง
และออกแบบเมืองเขียว

เกณฑ์การเติบโตอย่างชาญฉลาด (Smart Growth)

Smart Growth เป็นแนวทางในการพัฒนาภาคและเมือง ที่เน้นการพัฒนาที่ศูนย์กลางเมือง เน้นการขนส่งมวลชนและการเดินเท้าที่เชื่อมต่อระหว่างบ้าน ย่าน และชุมชน และหารให้มีการใช้ที่ดินผสมกันระหว่างที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรมและการค้าปลีก ดารงรักษาไว้ซึ่งที่โล่งและสิ่งแวดล้อม สามารถนาไปประยุกต์ใช้สาหรับการวางแผน กาหนดยุทธศาสตร์และจัดทาเป็นข้อกาหนดสาหรับ การออกแบบทางกายภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการปรับปรุงข้อกาหนดการพัฒนาเมืองได้

Smart Growth มีอยู่ 10 ข้อ แบ่งเป็นเกณฑ์ด้านกายภาพจานวน 6 ข้อ และเกณฑ์ด้านการบริหารจัดการเมืองจานวน 4 ข้อ ซึ่งจะใช้ รายละเอียดประกอบด้วย

1. การใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผสมผสาน ได้แก่การส่งเสริมกิจกรรมให้มีความหลากหลาย ส่งเสริม ความหนาแน่นเพื่อความประหยัดและคุ้มค่าในการใช้ที่ดินโดยมีการดาเนินการดังเช่นการจัดหาค่าตอบแทน แก่ประชาชนเพี่อให้ที่อยู่อาศัยใกล้กับแหล่งงาน การสนับสนุนทางการเงิน เช่นเงินกู้ดอกเบี้ยต่าหรือการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิ์แก่ผู้ปรับปรุงรูปแบบอาคารและที่ตั้งอาคารให้สอดคล้องกับนโยบายการใช้ประโยชน์ที่ดิน การปรับปรุงข้อกาหนดผังเมืองให้มีความยืดหยุ่นต่อกิจกรรมการใช้ประโยชน์อาคารและที่ดินเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการใช้พื้นที่

2. กระตุ้นการออกแบบอาคารให้เกิดความกระชับและออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ โดยมีการดาเนินการดังเช่น การให้การศึกษาทางเลือกการพัฒนาอาคารและกลุ่มอาคารแก่สมาชิกในชุมชน การออกแบบการเชื่อมต่อด้วยทางเดินระหว่างกลุ่มอาคารกับพื้นที่ว่าง พื้นที่สีเขียวภายในชุมชน การสร้างระบบโบนัสและแรงจูงใจสาหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ให้ออกแบบและพัฒนาโรงการตามแนวคิดระบบการพัฒนาเมืองอย่างชาญฉลาด

3. สร้างชุมชุนแห่งการเดิน วางผังและออกแบบโครงข่ายทางเดิน ให้ต่อเนื่องกันทั่วทั้งชุมชน บริหารจัดการทางกายภาพเพื่อให้เกิดทางเดินเชื่อมต่อระหว่างบ้านและแหล่งงาน ภูมิทัศน์ถนนและเมืองต้องมีศักยภาพเพียงพอในการดึงดูดประชาชนให้ใช้ทางเดินและทางจักรยาน

4. การสร้างโอกาส และทางเลือกของที่อยู่อาศัยสาหรับประชากรทุกระดับรายได้ เสนอวิธีการบริหารจัดการให้เกิดการใช้ประโยชน์มีคุณค่า ต่อทั้งเจ้าของอาคารและสาธารณะ ในพื้นที่ใจกลางเมืองและพื้นที่ศูนย์พาณิชยกรรม ควรได้รับการส่งเสริมให้ก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยหลายระดับราคาเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกระดับรายได้มีโอกาสในการ ซื้อหาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพและมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งงาน หรือสถานีขนส่งมวลชน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และลดภาระของเมืองในการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานสาหรับการเดินทาง

5. สร้างชุมชนที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์ด้วยจิตวิญญาณของชุมชนที่เข้มแข็ง ด้วยการปรับปรุงฟื้นฟูย่านและชุมชนดั้งเดิมสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่า และแหล่งประวัติศาสตร์

6. รักษาพื้นที่โล่ง พื้นที่การเกษตร ธรรมชาติที่งดงามพื้นที่อนุรักษ์ประวัติศาสตร์ และพื้นที่ซึ่งมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม หน่วยงานในพื้นที่จัดทาแผนการปรับปรุงฟื้นฟูที่ว่างและสถานที่มีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติทางกฎหมายเพื่อการสงวนรักษาพื้นที่การเกษตร

7. สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและมุ่งการพัฒนาไปยังชุมชนที่มีสาธารณูปโภคและสาธารณูปการอยู่แล้ว

8. จัดหาทางเลือกการเดินทางและการคมนาคมขนส่งที่มีความหลากหลาย โดยให้ความสาคัญกับระบบการสัญจรที่สร้างกิจกรรม ทางกาย ลดการใช้พลังงานและลดค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือน ปรับปรุงมาตรฐานของถนนให้สอดคล้องต่อการใช้ระบบขนส่งมวลชนประเภทต่างๆ

9. สร้างระบบการตัดสินใจในการพัฒนาชุมชนที่คาดการณ์ได้ ชัดเจน ยุติธรรม และมีประสิทธิภาพด้านต้นทุน โดยการเตรียมการจัดหาแหล่งเงินทุนสาหรับการพัฒนาโครงการ ของ Smart Growth เร่งรัดนโยบายสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับงาน ส่งเสริมคุณค่าของทรัพย์สินในบริเวณรอบสถานีขนส่งมวลชนให้สูงขึ้น

10. สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนและส่งเสริมประสานความร่วมมือกันระหว่างชุมชนกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยดาเนินการเช่นค้นหาเทคนิคใหม่ๆ ที่ช่วยพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน สนับสนุนการพัฒนาวิสัยทัศน์ของชุมชนหรือย่านในการเติบโตในอนาคต ให้ความสาคัญเป็นอันดับแรกกับโรงเรียน วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย

เกณฑ์การเป็นผู้นาการออกแบบพลังงานและสภาพแวดล้อมระดับย่าน (LEED ND)

เป็นแนวทางสาหรับการวางผังและออกแบบกายภาพและสภาพแวดล้อมภายนอกอาคาร LEED ND จึงมีคุณสมบัติเหมาะสมในการวางผังและออกแบบเมืองเขียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกณฑ์ที่ได้กาหนดขึ้นต่างมีนโยบายในการปรับปรุงฟื้นฟูสภาวะแวดล้อมให้มีคุณภาพ ส่งเสริมการกระชับรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน สร้างและกาหนดแนวทางการวางผังโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่เกี่ยวข้องซึ่งทุกเกณฑ์มีเป้าหมายในการลดการใช้พลังงานและทรัพยากรทั้งสิ้น โดยมีเกณฑ์ดังนี้

1. ตาแหน่งที่ตั้งและการเชื่อมต่อที่ชาญฉลาด ที่ตั้งมีความเหมาะสมช่วยในการลดการใช้รถยนต์ มีการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ

2. รูปลักษณ์ของย่านและการออกแบบ เป็นย่านที่ใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ มีความเป็นย่านที่งดงาม มีความหลากหลายและสะดวกสบาย ถนนเอื้ออานวยต่อการเดิน ลดพื้นที่จอดรถ

3. โครงสร้างพื้นฐานและอาคารสีเขียว อาคารต้องเป็นอาคารใช้พลังงานและน้าอย่างมีประสิทธิภาพ นาอาคารที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ ปรับปรุงพื้นฟูอาคารประวัติศาสตร์ ปกป้องมลภาวะจากการก่อสร้าง สร้างประสิทธิภาพการใช้พลังงานของย่าน มีการจัดการแสงอาทิตย์ หมุนเวียนพลังงานกลับมาใช้ใหม่

เกณฑ์ดังกล่าวสามารถกากับระบบการวางผังและออกแบบเมืองให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์โดยมุ่งเน้นการจัดลาดับความสาคัญการพัฒนาทั่วทั้งพื้นที่ ได้แก่ การกาหนดตาแหน่งที่ตั้งของชุมชนที่ไม่รุกล้าพื้นที่ธรรมชาติ พื้นที่เกษตรกรรม และโครงสร้างพื้นฐานหรือระบบการระบายน้าตามธรรมชาติ การกาหนดขอบเขตที่ตั้งชุมชนให้มีความเหมาะสมกับสภาพความจาเป็นทางเศรษฐกิจ การกาหนดรูปแบบชุมชนที่กระชับลักษณะการตั้งถิ่นฐานที่สนับสนุนการเชื่อมต่อด้วยระบบคมนาคมสีเขียว หรือระบบขนส่งมวลชน และการออก ข้อกาหนดการใช้อาคารพร้อมโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวเพื่อลดการใช้พลังงานของย่านและเมือง ซึ่งสามารถนาเกณฑ์ LEED ND เพื่อวางผังและออกแบบปรับปรุงฟื้นฟูเมืองตามเป้าหมาย

เกณฑ์และแนวทางการคัดเลือกรูปแบบของระบบขนส่งมวลชน

การตัดสินใจเลือกใช้ระบบขนส่งมวลชนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเช่น ราคา ประสิทธิภาพในการขนส่ง และความชอบส่วนบุคคล ในทางทฤษฎีการคัดเลือกระบบขนส่งมวลชนที่เหมาะสม จะต้องเริ่ม จากการพิจารณาจากความต้องการของผู้โดยสารเป็นสาคัญ ได้แก่ ระดับราคาค่าโดยสาร เส้นทาง ระยะเวลาในการเดินทาง ความถี่ของการให้บริการ คุณภาพของระบบ และความปลอดภัยในการเดินทาง ซึ่งจะต้องทาความเข้าใจธรรมชาติของปัจจัยนั้นๆ จึงจะทาให้สามารถเลือกใช้ระบบที่เหมาะสมที่สุดได้ และจะทาให้ผู้คนเปลี่ยนโหมด หรือวิธีการเดินทางจากรถยนต์ส่วนบุคคลและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และแม้ว่าประสิทธิภาพและต้นทุนเป็นปัจจัยสาคัญที่สุดในการเลือกระบบขนส่งมวลชน แต่ในการเลือก ก็ยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย การพิจารณาปัจจัยต่างๆ ในทางทฤษฎีจะต้องคานึงถึงจุดประสงค์ของการสร้างระบบขนส่ง ซึ่งจุดประสงค์ก็ต้องมาจากการพิจารณาสภาพการณ์ปัจจุบันและการคาดการณ์ ในอนาคตของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตามวิธีการและปัจจัยต่างๆ ที่ใช้ประกอบการเลือกระบบขนส่งมวลชน ผู้ปฏิบัติจะต้องตระหนัก อยู่เสมอว่าไม่มีระบบขนส่งรูปแบบหนึ่งรูปแบบใดที่จะมีความเหมาะสมกับทุกๆเมือง กล่าวคือจะต้องพิจารณา คุณลักษณะเฉพาะของพื้นที่และนโยบายเฉพาะของพื้นที่ในการเลือกระบบการขนส่งมวลชนที่เหมาะสมสาหรับเมืองนั้นๆ

การพัฒนาพื้นที่แบบระบบขนส่งมวลชนชี้นา (TOD)

การวางแผนและพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางรางของประเทศไทยที่ผ่านมา จะให้ความสาคัญกับการขนส่งเป็นหลัก ส่งผลให้ปริมาณผู้โดยสารและการพัฒนาโดยรอบสถานีขนส่งไม่เป็นไปตามเป้าหมาย การวางแผนและการพัฒนาที่ยั่งยืนควรมองทั้งองค์ประกอบด้านการขนส่งและการใช้ประโยชน์ที่ดินควบคู่กันไป การพัฒนาพื้นที่แบบระบบขนส่งมวลชนชี้นา หรือ Transit Oriented Development (TOD) เป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างกว้างขวาง มีหลักการในการพัฒนาพื้นที่แบบเข้มข้น โดยพัฒนาศูนย์กลางที่อยู่อาศัย และพาณิชยกรรมบริเวณสถานีขนส่งมวลชน หรือโดยรอบเส้นทางระบบขนส่งมวลชน เน้นการออกแบบการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคานึงถึงการเดินทางแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ โดยเฉพาะการเดินเท้าในรัศมี 800 เมตร จากสถานีขนส่งมวลชน และการใช้มาตรการอื่นที่ส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน

โดยทั่วไปรูปแบบโครงการ TOD จะประกอบด้วยกลุ่มอาคารหนาแน่นสูง หรือการใช้ที่ดินแบบหนาแน่นสูง และหลากหลายบริเวณล้อมสถานีระบบขนส่งมวลชน TOD ให้ผลกระทบเชิงบวกต่อประชาชนที่อยู่ในพื้นที่การพัฒนาแบบ TOD และสังคมระดับภูมิภาค เช่นลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยรถยนต์และลดการเดินทางด้วยรถยนต์ ส่งเสริมปริมาณผู้โดยสารระบบขนส่งมวลชน ส่งเสริมการพัฒนาเมืองแบบระชับ และใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างหลากหลายผสมผสานลดมลภาวะทางอากาศ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ การออกแบบควรพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้

  1. รูปแบบการพัฒนาควรคานึงถึงรูปแบบการเดินทางแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ เช่นการเดิน และขี่จักรยาน
  2. ถนนควรมีความต่อเนื่อง และการชลอความเร็ว เพื่อลดระยะปลายทางและชลอความเร็วรถ
  3. ออกแบบการใช้ที่ดินอย่างหลากหลาย ประกอบด้วยแหล่งกิจกรรมที่สาคัญต่อกิจกรรมการดารงชีพ เช่น สถานที่ทางาน สถานศึกษา ร้านค้า ที่พักอาศัย และสถาบันราชการ
  4. มีการจัดการควบคุมการจัดหาที่จอดรถ โดยการกาหนดราคาค่าจอดรถที่สะท้อนความเป็นจริง เชิงเศรษฐศาสตร์ หรือเปลี่ยนแปลงกฎหมายว่าด้วยการกาหนดจานวนที่จอดรถขั้นต่า ให้มี ความสอดคล้องตามการพัฒนาพื้นที่แบบ TOD ที่เน้นการใช้ระบบขนส่งมวลชน และลดบทบาทการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล
  5. ออกแบบสถานีจอดรถขนส่งมวลชน หรือที่หยุดรถ ให้มีความสะดวก สบาย และปลอดภัย เช่น มีทางเดินเข้าถึงสถานีที่กว้างขวางได้มาตรฐาน มีที่กันแดดฝน มีป้ายสัญลักษณ์ที่จาเป็นสาหรับคนเดินทาง มีมุมขายเครื่องดื่มหรือสิ่งพิมพ์ ห้องน้า และแสงส่องสว่างที่เพียงพอ

TOD เป็นยุทธศาสตร์หนึ่งของการจัดการอุปสงค์การเดินทางหรือ Transportation Demand Management (TDM) หรืออาจเรียก Mobility Management ทั้งนี้ TDM เป็นการจัดการแก้ไขปรับปรุงประสิทธิภาพระบบขนส่งที่ต้นเหตุหรือจัดการที่พฤติกรรมของผู้เดินทาง เช่น เดินทางอย่างไร เมื่อใด และจะเดินทางจากไหนไปไหน โดยยุทธศาสตร์หรือวิธีใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาการจราจรและขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ และจัดการที่ต้นเหตุ โดยอาศัยองค์ประกอบด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินประกอบการออกแบบพัฒนา TOD โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการเดินทางของประชาชนด้วยระบบขนส่งมวลชน สร้างโอกาสในการเดินทางแก่คนด้อยโอกาส ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ลดมลพิษทางอากาศ ลดการเติบโตของเมืองอย่างไร้ทิศทาง โดยนาผลลัพธ์ที่นาไปสู่เมืองสีเขียว (Green City) หรือเมืองน่าอยู่ ได้อย่างยังยืนต่อไป

เกณฑ์และแนวทางการสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะและสวนสาธารณะให้เกิดเป็นสถานที่พิเศษ

ในแง่การออกแบบ สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้กับพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนบุคคลมากที่สุดคือ “ผู้ใช้พื้นที่” เนื่องจากพื้นที่ส่วนบุคคลทาเพื่อสนองการใช้งานของคนเพียงกลุ่มเดียว ในขณะที่พื้นที่สาธารณะจะต้องสนองความต้องการของทุกคน ทาให้การออกแบบพื้นที่สาธารณะมีทั้งความยาก และง่ายไปพร้อมๆ กัน ส่วนที่ง่ายคือไม่มีความจาเป็นต้องสร้างรายละเอียดหรือกิจกรรมเพื่อความต้องการพิเศษเฉพาะบุคคล รายละเอียดโครงการสาหรับพื้นที่สาธารณะจึงมักมีความเป็นกลาง เช่น ลาน/สนามอเนกประสงค์ เวทีการแสดง ที่นั่งพักผ่อน ที่ออกกาลังกาย ทางเดินเล่น จุดชมวิว/ดูผู้คน และสิ่งอานวยความสะดวกทั่วๆ ไป อย่างไรก็ตามประเด็นความยากของการออกแบบมักเกิดจากการหาสัดส่วนที่เหมาะสมของกิจกรรมที่มีลักษณะธรรมดาทั่วไปเหล่านั้น ไม่สามารถกาหนดได้อย่างชัดเจน และไม่มีสูตรสาเร็จสาหรับทุกๆ โครงการ เนื่องจากรูปแบบการใช้งานที่เป็นสาธารณะนั้น ยากที่จะกาหนดได้ล่วงหน้า นอกจากนี้การสร้างพื้นที่ซึ่งคาดหวังให้ประชาชนทั่วไปออกมาใช้ทากิจกรรมยามว่างนั้น ผู้ออกแบบหรือเจ้าของพื้นที่ไม่สามารถกะเกณฑ์ให้ประชาชนออกมาใช้พื้นที่ได้ เนื่องจากกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะเป็นกิจกรรมเชิงสังคมและเป็นทางเลือกของผู้ใช้พื้นที่ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้เกิดความพอใจกับการอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ดังนั้นการออกแบบพื้นที่สาธารณะ ที่ประสบความสาเร็จด้านการใช้งานหรือที่เรียกว่าเป็น “สถานที่พิเศษ” นั้น ย่อมต้องมีความเข้าใจพฤติกรรมความต้องการด้านจิตวิทยาของผู้ใช้เป็นสาคัญ

ในกระบวนการออกแบบพื้นที่สาธารณะ เมื่อมีการริเริ่มโครงการและกาหนดพื้นที่โครงการแล้ว สิ่งแรกที่ผู้ออกแบบจะต้องคานึงถึงคือโจทย์หรือกรอบกว้างๆ ของโครงการ ซึ่งสามารถกาหนดได้จาก การทบทวนวัตถุประสงค์เบื้องต้นของโรงการ การวางกรอบกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ใช้หลักของโครงการ และทาความเข้าใจแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่หลังก่อสร้าง

การสร้างพื้นที่สาธารณะสาหรับเมืองในยุคปัจจุบันและอนาคต ผู้ออกแบบและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย จะต้องมีความเข้าใจกระบวนการและภาพรวมของโครงการ โดยต้องใช้การมองมุมกว้างและบูรณาการความรู้หลายสาขาเข้าด้วยกัน จึงจะเกิดพื้นที่สาธารณะที่พิเศษสาหรับเมืองเขียวที่ยั่งยืนได้ต่อไป

การออกแบบถนนแบบสมบูรณ์

ปัจจุบันการพัฒนาระบบถนนของเมืองในประเทศแถบตะวันตกและยุโรป ได้พัฒนาไปสู่การให้ความสาคัญกับคนเดินเท้า และกลุ่มผู้ใช้จักรยานมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน ที่ประหยัดพลังงานรักษาสิ่งแวดล้อม ร่วมทั้งการพัฒนาระบบถนนให้เป็นถนนแบบสมบูรณ์ โดยเฉพาะ ถนนในเมืองที่จะต้องเป็นถนนที่ปลอดภัยต่อทุกคน ไม่ใช่แค่เฉพาะคนขับรถยนต์เท่านั้น โดยในการสร้างถนนจะต้องมีทางเท้า ทางข้าม ป้ายสัญญาณต่างๆ ที่เอื้อให้ “คนเดินเท้า” รู้สึกว่าตนมีสิทธิที่จะใช้ถนนเท่าเทียม กับคนขับรถยนต์

หลักการออกแบบถนนแบบสมบูรณ์จะให้ความสาคัญที่คานึงถึงกลุ่มผู้ใช้งาน 4 ประเภท ได้แก่ กลุ่มคนเดินเท้า กลุ่มผู้ใช้จักรยาน กลุ่มผู้ใช้ระบบขนส่งมวลชนโดยเน้นระบบขนส่งมวลชนสีเขียว และกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ ตามลาดับ การออกแบบถนนแบบสมบูรณ์ในขั้นต้นจะมุ่งเน้นไปในเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก โดยอาศัยหลักการ 3E ซึ่งได้แก่ วิศวกรรม (Engineering) การศึกษา (Education) การบังคับใช้ (Enforcement)

ภาพตัวอย่างถนนแบบสมบูรณ์

เทคนิคและวิธีการทาถนนให้ปลอดภัย โดยทั่วไปจะคานึงถึงพื้นฐานความต้องการ โดยอาศัย ความชานาญด้านวิศวกรรมจราจรและการพินิจพิจารณา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปโฉมใหม่ ซึ่งมีกุญแจ ที่สาคัญทางด้านแนวความคิดในการออกแบบถนนให้ปลอดภัยมี 5 ประการ ดังนี้

  1. การทาถนนให้ง่ายต่อการใช้งานของผู้ใช้
  2. การสร้างสรรค์ความปลอดภัยด้วยหมายเลข
  3. ทาสิ่งที่มองไม่เห็นให้มองเห็น
  4. การเลือกคุณภาพมากกว่าปริมาณ
  5. มองภาพใหญ่มากกว่าส่วนย่อยหรือจุดเล็กๆ ที่มีปัญหา

การวางผังและออกแบบเมืองเขียว กรณีศึกษาเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนนาดา

เมืองแวนคูเวอร์ แคนนาดา เป็นเมืองท่าขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมที่ทารายได้ให้แก่เมืองในอดีต ได้แก่ การป่าไม้ การทาเหมืองแร่ การตกปลา และ เกษตรกรรม ส่วนปัจจุบัน ได้แก่ อุตสาหกรรมบริการ อันมีผลมาจากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวขึ้น มีเนื้อที่ 2,878.52 ตร.กม. มีประชากรประมาณ 2 ล้านคน เริ่มมีการวางผังมาตั้งแต่ 100 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเดิมให้ความสาคัญกับการพัฒนาโครงข่ายถนนเพื่อการเดินทาง และเริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นการขนส่งมวลชนมากขึ้นเนื่องจากมีการต่อต้านของประชาชน เมืองแวนคูเวอร์ มีแนวคิดในเรื่องระบบการคมนาคมและขนส่งที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชนที่มีความยั่งยืน โดยใช้นโยบายลดความจาเป็นในการครอบครองรถยนต์ และลดความจาเป็นในการเดินทาง ขณะเดียวกัน ก็จะมีทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลายโดยมีระบบขนส่งมวลชนเป็นทางเลือกหลักของประชาชน มีการกาหนดความสาคัญในการเชื่อมต่อภายในชุมชนด้วยทางเดินและทางจักรยานและเชื่อมต่อระหว่างย่านด้วยระบบขนส่งมวลชน โดยรถยนต์ส่วนบุคคลมีความสาคัญอยู่ในอันดับสุดท้าย เช่นใน ปี 2503 ภาครัฐมีการเสนอก่อสร้างถนนใจกลางเมืองแวนคูเวอร์ แต่ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นสวนสาธารณะ ทางเดินเท้า ทางจักรยาน แทนการสร้างถนน และมีนโยบายการอนุรักษ์พื้นที่สีเขียว มีการเพิ่มคุณภาพสิ่งแวดล้อมในทางสัญจรด้วยต้นไม้ใหญ่ ช่วยเพิ่มทัศนียภาพ ความสวยงามและดูดซับมลพิษจากรถยนต์ โครงสร้างพื้นฐานเขียว (Green Infrastructure) ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานเมืองที่ไม่ทาลายสภาพแวดล้อมถือเป็นส่วนประกอบสาคัญของเมืองยั่งยืนไม่ขยายเมืองเข้าไป ในพื้นที่เกษตรกรรม

เมืองแวนคูเวอร์ ได้กาหนดนโยบายการพัฒนาสู่เมืองที่ยั่งยืนด้วย 8 แกนหลัก ดังนี้

1. ชุมชนแห่งการเดินที่มีความสมบูรณ์ (A Complete, Walkable Community) ที่มีความสมบูรณ์หมายถึงชุมชนที่มีกายภาพการเชื่อมต่อภายในที่ดี เป็นย่านที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผสมผสาน มีส่วนผสมของที่พักอาศัย ที่ทางาน แหล่งนันทนาการ และสถานที่ศึกษาที่ตั้งอยู่ในระยะการเดินถึง

2. ระบบการคมนาคมและขนส่งที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (A Low-Impact Transportation System) ชุมชนที่มีความยั่งยืนต้องใช้นโยบายลดความจาเป็นในการครอบครองรถยนต์ และลดความจาเป็นในการเดินทาง ในขณะเดียวกันควรมีทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลายโดยมีระบบขนส่งมวลชนเป็นทางเลือกหลักของประชาชน

ภาพตัวอย่างการพัฒนาเมืองเขียวของเมืองแวนคูเวอร์

3. อาคารเขียว (Green Building) อาคารโดยทั่วไปสามารถใช้งานได้ระหว่าง 50 ถึง 100 ปี ดังนั้น จึงต้องออกแบบให้มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด แนวทางที่ยั่งยืนสาหรับเมืองแวนคูเวอร์ คือการใช้เกณฑ์การออกแบบอาคารเขียว โดยการออกข้อกาหนดให้อาคารสร้างใหม่เข้าสู่ระบบการจัดอันดับตามระบบของ LEED ND ส่วนอาคารที่มีอยู่เดิมให้ปรับปรุงส่วนประกอบเพื่อลดการใช้พลังงานให้มากที่สุด

4. ที่โล่งที่มีความยืดหยุ่น (Flexible Open Space) เพื่อทดแทนพื้นที่ที่สูญเสียไปจากการก่อสร้างอาคารที่กระชับและกลุ่มของอาคาร ดังนั้นเมืองจึงต้องส่งเสริมให้เกิดที่โล่งสาธารณะประเภทต่างๆ ให้มากขึ้น เช่น สวนสาธารณะ สวนชุมชน พื้นที่สีเขียวทั้งที่เป็นหลังคาเขียว ที่โล่งระหว่างอาคาร สวนเกษตรในเมือง หรือแม้แต่พื้นที่การเกษตรที่ทาหน้าที่กาหนดขอบเขตให้กับชุมชน

5. โครงสร้างพื้นฐานเขียว (Green Infrastructure) ได้แก่โครงสร้างพื้นฐานเมืองที่ไม่ทาลายสภาพแวดล้อมถือเป็นส่วนประกอบสาคัญของเมืองยั่งยืน เมืองแวนคูเวอร์ต้องออกข้อกาหนดให้เกิดการหมุนเวียนการใช้พลังงาน การจัดการน้าฝน การบาบัดน้าเสีย การจัดการขยะ และการใช้สาธารณูปการที่มีประสิทธิภาพประหยัดการใช้ทรัพยากร

6. ระบบอาหารเพื่อสุขภาพ (Healthy Food System) เมืองแวนคูเวอร์ต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างระบบการผลิตอาหาร การกระจายผลิตภัณฑ์อาหาร และการสร้างกระบวนการอาหารปลอดภัย ให้เกิดขึ้นภายในชุมชน โดยระบบการผลิตอาหารไม่ว่าจะเกิดจากแปลงเกษตรของเกษตรกรหรือจากสวนเกษตรในเมืองจะต้องมีส่วนในการสร้างเสริมคุณค่าที่ครบถ้วนของสารอาหาร การลดการใช้สารเคมี ในกระบวนการผลิต การควบคุมการปนเปื้อน

7. โครงสร้างชุมชนและโปรแกรม (Community Facilities and Program) ในการวางผังและออกแบบชุมชน เมืองแวนคูเวอร์ต้องคานึงถึงโครงสร้างทางกายภาพที่ช่วยให้เกิดความสะดวกในการเข้าถึงหน่วยบริการสาคัญ

8. การพัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Development) ชุมชนที่ยั่งยืนด้วยความหนาแน่นของนิเวศเมืองจะเป็นชุมชนที่มีศักยภาพในการจูงใจและดึงดูดให้เกิดการลงทุน การขยายตัวทางเศรษฐกิจ การเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชน และสร้างความมั่งคั่งให้กับชุมชน

ภาพตัวอย่างการพัฒนาเมืองเขียวของเมืองแวนคูเวอร์

จะเห็นว่าเมืองแวนคูเวอร์ ได้ประยุกต์เกณฑ์การวางผังเมืองและออกแบบเมืองเขียว เกณฑ์การเติบโตอย่างชาญฉลาด และเกณฑ์ความเป็นผู้นาการออกแบบด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมระดับย่าน รวมทั้ง แนวทางการสร้างความร่วมมือในการวางแผนและการลงทุนระบบขนส่งมวลชนระดับเมืองและภาค ตามยุทธศาสตร์เมืองเขียว ที่บูรณาการเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดินกับการคมนาคมขนส่ง ซึ่งใช้ระบบการขนส่งมวลชนเป็นหัวหอกในการกระตุ้นให้เกิดการใช้ที่ดินที่กระชับ การสร้างเมืองที่มีรูปทรง การสร้างระบบการใช้ที่ดิน และการเดินทางที่สามารถคาดการณ์ได้ การสร้างเศรษฐกิจที่มีชีวิตชีวา การสร้างกายภาพที่ประหยัดการใช้พลังงานของเมือง และสร้างระบบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมสอดคล้องกับความจาเป็นในทางเศรษฐกิจ ศักยภาพของทรัพยากร และความต้องการของประชาชน นอกจากนี้ยังคาดหวังให้ใช้กรณีศึกษาชี้ให้เห็นโอกาสการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภาคที่เกิดจากการลงทุนระบบขนส่งมวลชน

บทสรุป

ยุทธศาสตร์การวางผังและออกแบบเมืองเขียว สามารถพัฒนาองค์ความรู้ด้านการวางผังเมือง โดยการนาหลักเกณฑ์และแนวทางการวางผังเมืองเขียวตามแนวคิดการเติบโตอย่างชาญฉลาด (Smart Growth) เกณฑ์การเป็นผู้นาการออกแบบพลังงานและสภาพแวดล้อมระดับย่าน (LEED ND) รวมทั้งเกณฑ์และแนวทางการคัดเลือกรูปแบบของระบบขนส่งมวลชน การพัฒนาพื้นที่แบบระบบขนส่งมวลชนชี้นา (TOD) เกณฑ์ และแนวทางการสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะและสวนสาธารณะให้เกิดเป็นสถานที่พิเศษ การออกแบบถนนแบบสมบูรณ์ มาใช้ในการพัฒนาเมือง ทาให้ใช้ที่ดินอย่างประหยัดและคุ้มค่า สร้างประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน อาคาร และทรัพยากร สร้างความยั่งยืนในการพัฒนาประเทศได้อย่างดี

โดยสามารถนามาประยุกต์สาหรับในการทางานขององค์กรต่างๆ ทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น เพื่อใช้ในการกาหนดทิศทางการพัฒนาระบบขนส่งและจราจรของประเทศ โดยการนาเกณฑ์หรือแนวทางดังกล่าวข้างต้น มาใช้ในการกากับการศึกษาโครงการฯ การออกแบบปรับปรุง เสนอแนะแนวทางและมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการขนส่งและจราจรในเชิงบูรณาการ ศึกษาและพัฒนาระบบการขนส่งและจราจรต่างรูปแบบ และต่างประเภทให้เชื่อมโยงกัน รวมถึงจัดทาแผนแม่บท และแผนปฏิบัติการด้านความปลอดภัยจากการขนส่ง และจราจร ให้สอดคล้องกับการวางผังและออกแบบเมืองเขียวได้เป็ยอย่างดี

เอกสารอ้างอิง
รายงานการประชุมวิชาการผังเมือง ครั้งที่ 2 ปี 2557 สมาคมการผังเมืองไทย
การประชุมวิชาการผังเมืองเรื่อง “การวางผังและออกแบบเมืองเขียว”
วันที่ 18-20 มิถุนายน 2557

รวบรวมโดย นายประการ ศิริวัฒน์ วิศวกรปฏิบัติการ
สานักพัฒนาระบบการขนส่งและจราจร
สานักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร
กรกฎาคม 2557

 

ที่มา : สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)

โดย ศาสตราจารย์ ดร. อมร พิมานมาศ

รองเลขาธิการสภาวิศวกร และ

อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เมื่อเวลาประมาณ  16  นาฬิกา ของวันที่ 11 สิงหาคม ได้เกิดเหตุอาคาร 6 ชั้น ที่กำลังก่อสร้างในซอยรังสิต  คลอง  6  พังถล่มลงมาทั้งอาคารโดยเริ่มถล่มจากชั้น 6 แล้วพื้นยุบตัวลงมาทั้ง 6 ชั้นทับคนงานที่กำลังทำงานอยู่จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย

เหตุการณ์ตึกถล่มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ได้เกิดมาแล้วหลายครั้งในอดีต เช่น เหตุการณ์โรงแรมรอยัลพลาซ่าถล่ม ที่ จ.โคราช เมื่อปี 2536 ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 137 คน หรือล่าสุดคือเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี สาขาบางพลี ได้พังถล่มลงมาทับคนงานเสียชีวิต

สาหรับอาคาร 6 ชั้นที่รังสิตนี้ ก่อสร้างด้วยระบบพื้นไร้คานชนิดอัดแรงทีหลังหรือพื้นโพสต์เทนชันซึ่งมีการเสริมลวดอัดแรงเพื่อเพิ่มกาลังรับน้ำหนักของพื้น การพังถล่มของอาคารหลังนี้ เป็นการวิบัติแบบที่เรียกว่า Pancake collapse ซึ่งหมายถึงการวิบัติเริ่มเกิดขึ้นที่จุดใดจุดหนึ่งของอาคารแล้วลามไปทั่วอาคาร จนทำให้พังถล่มทั้งหลัง โดยสังเกตุจากพื้นทั้ง 5 ชั้นถล่มลงมากองซ้อนกันที่พื้นดิน

สำหรับอาคารทั่วๆไป ในช่วงที่กำลังก่อสร้างนั้น ถือว่ามีความอ่อนแอมาก เนื่องจากคอนกรีตยังไม่ได้อายุ และการก่อสร้างชิ้นส่วนต่างๆยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยทั่วไปการถล่มของตึกในระหว่างการก่อสร้าง อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

  1. ขั้นตอนการก่อสร้างไม่ถูกต้องหรือไม่มีแผนการก่อสร้าง เช่น การใช้ค้ำยันไม่เพียงพอหรือทำไม่ถูกต้องหรืออาจถอดค้ำยันเร็วเกินไปในขณะที่พื้นคอนกรีตที่เพิ่งเทยังไม่แข็งตัวพอ หรือการเทคอนกรีตกองที่จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไปจนเพิ่มน้ำหนักที่บริเวณนั้นมากผิดปกติ หรืออาจเกิดจากการไม่ได้ดึงลวดอัดแรงในพื้นชั้นล่างก่อนที่จะทำค้ำยันเพื่อรองรับน้ำหนักพื้นชั้นที่กำลังก่อสร้างอยู่ ทำให้พื้นชั้นล่างไม่แข็งแรงที่จะรองรับน้ำหนักพื้นที่กำลังเทคอนกรีตอยู่ จนเป็นสาเหตุให้เกิดการพังถล่ม
  2. การก่อสร้างที่เร่งรีบเกินไป เช่นคอนกรีตในพื้นชั้นล่างยังไม่ได้อายุ จึงยังมีกำลังรับน้ำหนักไม่เพียงพอ แต่กลับเร่งการก่อสร้างพื้นในชั้นถัดไป เพื่อให้การก่อสร้างเสร็จเร็วขึ้นทั้งๆที่คอนกรีตในพื้นชั้นล่างยังไม่แข็งแรงพอ จึงไม่สามารถรองรับน้ำหนักของพื้นชั้นบนได้ เป็นสาเหตุให้พื้นถล่มลงมา
  3. การออกแบบที่ผิดพลาด เช่นการเสริมเหล็กที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอ เช่นการเสริมเหล็กระหว่างพื้นและเสา หรือระหว่างพื้นและกำแพงปล่องลิฟต์ หากทาไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้โครงสร้างปราศจากการยึดรั้งระหว่างชิ้นส่วนต่างๆ จนเป็นสาเหตุให้ ชิ้นส่วนต่างๆหลุดแยกจากกัน แล้วทำให้โครงสร้างพังถล่มลงมาได้ หรือเกิดจากการที่พื้นมีจุดสัมผัสกับเสาน้อยเกินไป ทำให้ร่วงหล่นลงมาได้ง่ายดาย
  4. การใช้วัสดุก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น คอนกรีตกำลังต่ำ เหล็กเสริมหรือลวดอัดแรงที่ด้อยคุณภาพ
  5. ฐานรากวิบัติบ่อยครั้งที่โครงสร้างถล่มมีสาเหตุมาจากการวิบัติของฐานรากเช่นเสาเข็มหักหรือเสาเข็มหนีศูนย์ในลักษณะเช่นนี้อาจสังเกตพบอาคารทรุดตัวหรือทรุดเอียงด้วย

การป้องกันตึกถล่มระหว่างก่อสร้างจะต้องคำนึงถึงปัจจัยทั้ง 5 ข้อข้างต้นสำหรับการก่อสร้างอาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 3 ชั้นขึ้นไป ถือว่าเป็นงานวิศวกรรมควบคุม การออกแบบและการก่อสร้างจะต้องมีวิศวกรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมสาขาวิศวกรรมโยธา ซึ่งออกโดยสภาวิศวกร และวิศวกรผู้ควบคุมงานก่อสร้างจะต้องประจำอยู่ ณ สถานที่ก่อสร้างตลอดเวลา

สำหรับแนวทางการออกแบบและก่อสร้างเพื่อป้องกันตึกถล่มนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารไร้คานจะต้องเข้าใจลักษณะทางโครงสร้างและจุดอ่อนของอาคารประเภทนี้ก่อนดังนี้

ลักษณะทางโครงสร้างและจุดอ่อน

โครงสร้างอาคารที่ถล่มลงไปนั้น เป็นโครงสร้างประเภทพื้นไร้คานแบบอัดแรงทีหลัง เป็นการก่อสร้างที่ได้รับความนิยมอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 5 ชั้นขึ้นไป เนื่องจากก่อสร้างได้รวดเร็ว ลักษณะที่เห็นได้เด่นชัดสำหรับอาคารประเภทนี้คือเป็นโครงสร้างที่ไม่มีคานแต่ก่อสร้างแผ่นพื้นวางอยู่บนหัวเสาโดยตรงเนื่องจากโครงสร้างประเภทนี้ไม่มีคานจึงต้องเสริมสลิงอัดแรงในพิ้นเพื่อให้สามารถรับน้ำหนักได้อย่างปลอดภัยอย่างไรก็ตามโครงสร้างที่ปราศจากคานย่อมมีความอ่อนแอเนื่องจากอาจเกิดการวิบัติแบบเฉือนโดยพื้นทะลุผ่านเสาลงไปกระแทกพื้นชั้นล่างๆลงไปเป็นทอดๆคล้ายๆแผ่นขนมชั้น (เรียกว่า Pancake collapse) การวิบัติมักเกิดขึ้นในระหว่างการก่อสร้างซึ่งคอนกรีตยังไม่ได้อายุและไม่แข็งแรงพอและจะอันตรายอย่างยิ่งหากมีการก่อสร้างที่เร่งรีบหรือลัดขั้นตอนการก่อสร้าง

การวิบัติแบบแบบสิ้นเชิง (Progressive collapse)

การวิบัติโดยสิ้นเชิงของพื้นไร้คานระหว่างก่อสร้างไม่ใช่เรื่องใหม่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในต่างประเทศ โดยการวิบัติมักมีจุดเริ่มต้นที่พื้นฉีกขาดหลุดออกจากเสาต้นริมหรือต้นมุมก่อน (เนื่องจากมีจุดสัมผัสกับเสาน้อยกว่าเสาต้นใน) ซึ่งเรียกว่าการวิบัติเฉือนทะลุ (Punching Shear) จากนั้นการวิบัติจะลามไปทั่วอาคารเป็นปฏิกริยาลูกโซ่คล้ายการล้มคว่ำของโดมิโน่ สำหรับโครงสร้างไร้คานนี้หากรู้จักแนวทางการออกแบบและก่อสร้างที่ถูกต้องแล้วจะช่วยป้องกันปัญหาตึกถล่มได้

รูปที่ 1 การวิบัติพื้นทะลุเสา

การออกแบบเพื่อป้องกันการถล่มของพื้นไร้คาน

1. ความหนาพื้นจะต้องไม่บางเกินไป
โดยประมาณพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กไม่ควรบางน้อยกว่า L/30 ส่วนพื้นคอนกรีตอัดแรงไม่ควรบางน้อยกว่า L/40 เมื่อ L คือความยาวช่วงหรือระยะที่วัดจากเสาไปสู่เสาต้นถัดไป

2. เสริมเหล็กหิ้วในพื้น
จะต้องวางเสริมเหล็กนอนใกล้ผิวด้านล่างของพื้นให้วิ่งผ่านแกนเสาทั้งสองทิศทาง เหล็กนอนนี้จะหิ้วผืนไว้ ในกรณีที่เกิดการหลุดแยกของพื้นจากเสา สำหรับพื้นคอนกรีตอัดแรง ควรวางลวดอัดแรงให้ผ่านแกนเสาอย่างน้อย 2 ลวดในแต่ละทิศทางด้วย

รูปที่ 2 การเสริมเหล็กล่างผ่านแกนเสาเพื่อทำหน้าที่เป็นเหล็กหิ้ว

3. เสริมเหล็กปลอกในพื้นผ่านแกนเสา
นอกจากเสริมเหล็กนอนวิ่งผ่านแกนเสาแล้ว จะต้องเสริมเหล็กปลอกในพื้นเพื่อป้องกันการเฉือนขาดของพื้นจากเสา

รูปที่ 3 การเสริมเหล็กปลอกในพื้น

4. สำหรับเสาที่บริเวณขอบและริมอาคาร
ควรก่อสร้างให้พื้นให้อมเสาทุกด้าน เพื่อเพิ่มการยึดเกาะระหว่างพื้นกับเสา และทำให้พื้นไม่หลุดแยกจากเสาได้ง่ายๆ

รูปที่ 4 การยึดระหว่างพื้นและเสา

5. เสาที่อยู่ตามขอบและริมอาคาร เป็นเสาที่วิกฤติมาก
เนื่องจากมีพื้นยึดอยู่เพียงด้านเดียวหรือสองด้านเท่านั้น มีโอกาสที่จะหลุดออกมาได้ง่าย จึงควรเสริมคานขอบตามแนบขอบพื้นรอบอาคารทั้งหมด จะป้องกันมิให้พื้นหลุดออกจากเสา

รูปที่ 5 คานขอบวิ่งรอบอาคาร ช่วยป้องกันการวิบัติเฉือนทะลุได้

6. การเสริมแป้นหัวเสา
หมายถึงการทำให้พื้นคอนกรีตหนาขึ้นที่บริเวณหัวเสา ทำให้การเฉือนทะลุเกิดได้ยากขึ้น

7. การทำหมวกเสา
หมายถึงการขยายขนาดปลายด้านบนของเสาเพื่อทำให้การเฉือนทะลุของพื้นเกิดได้ยากขึ้น

รูปที่ 6 การเสริมแป้นหัวเสาและหมวกเสา

การก่อสร้างเพื่อป้องกันการถล่มของพื้นไร้คาน

  1. การเทคอนกรีตในพื้นจะต้องกระจายคอนกรีตให้ทั่วบริเวณ อย่าให้ คอนกรีตกองกระจุกตัวที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งมากเกินไป
  2. เนื่องจากน้ำหนักคอนกรีตเหลวที่กำลังเทพื้นอยู่นั้น อาจมีน้ำหนักมากกว่าน้ำหนักจรหลายเท่า ดังนั้นนั่งร้านค้า ยันพื้นที่จะเทจะต้องมีอย่างพอเพียงโดยอาจต้องค้ำยันใต้พื้นมากกว่า 1 ชั้น ทั้งนี้ต้องปรึกษาวิศวกร
  3. พื้นที่เป็นฐานสำหรับการตั้งนั่งร้านค้ำยันหากเป็นพื้นคอนกรีตอัดแรงจะต้องดึงลวดอัดแรงให้เรียบร้อย ก่อนตั้งนั่งร้านค้ำยันหากเป็นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก จะต้องรอให้ได้อายุเสียก่อนจึงตั้งนั่งร้านค้ำยันได้
  4. การถอดนั่งร้านค้ำยันจะต้องรอให้คอนกรีตได้อายุและได้กำลังรับน้ำหนักเสียก่อน จึงจะถอดค้ำยันได้ การรีบถอดค้ำยันเร็วเกินไปโดยที่คอนกรีตยังไม่ได้อายุ อาจทำพื้นถล่มลงมาได้
  5. ในขั้นตอนการเทคอนกรีต จะต้องมีวิศวกรที่มีใบอนุญาตจากสภาวิศวกรควบคุมการทา งานในทุกขั้นตอน

สำหรับโครงสร้างไร้คานที่ก่อสร้างไปแล้วนั้น สามารถเสริมความแข็งแรงอาคารต้านการเฉือนทะลุได้โดย

  1. การทำบ่าเหล็กที่หัวเสา(รูปที่ 7)
  2. การทำบ่าคอนกรีตที่หัวเสา หรือ
  3. การตีคานขอบรอบอาคาร

รูปที่ 7 การเสริมบ่าเหล็กเพื่อป้องกันการเฉือนทะลุ

 

บทความโดย : ศาสตราจารย์ ดร. อมร พิมานมาศ
ที่มาของบทความและรูปภาพ : วสท.

กฏ 4 ข้อ

รศ. ดร.อมร พิมานมาศ รองเลขาธิการสภาวิศวกร และอาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิจัยโครงการ “ศึกษาวิธีการออกแบบและเสริมกำลังอาคารในประเทศเพื่อต้านทานแผ่นดินไหว” โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่สำรวจบ้านเรือนอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงราย ทำให้ได้พบข้อมูลที่สำคัญประการหนึ่งของโครงสร้างอาคาร นั่นคือขนาดของเสาและการเสริมเหล็กในเสา มีส่วนอย่างมากต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยสามารถสรุปได้ 4 ระดับดังนี้

  1. ความเสียหายระดับ 4 หรือรุนแรงมากที่สุด: บ้านที่ใช้เสาปูนไม่ได้มาตรฐาน เช่น เสาขนาดเล็กกว่า 20 ซม. หรือเสริมเหล็กแกนไม่ครบ 4 เส้นตามมาตรฐาน จะพังถล่มโดยสิ้นเชิง เช่น เสาหัก หรือขาดจากกัน ทำให้บ้านทรุดและพังถล่มลงมา
  1. ความเสียหายระดับ 3 หรือรุนแรงมาก: บ้านที่ใช้เสาปูนขนาด 20 ซม. เสริมเหล็กแกน 4 เส้นขึ้นไป แต่เสริมเหล็กปลอกขนาด 4 มม. มีระยะเรียงระหว่างเหล็กเท่ากับ20 ซม. จะเกิดความเสียหายที่ปลายบนและปลายล่างของเสาอย่างรุนแรง คอนกรีตแตกระเบิดออก เหล็กปลอกง้างหลุด เหล็กแกนโก่งงอ บิดเบี้ยว แม้ว่าอาคารจะยังไม่พังถล่ม แต่พื้นชั้นสองอาจทรุดตัวแล้ว ดังนั้นต้องรีบซ่อมแซมและเสริมเหล็กใหม่แทนที่เหล็กเดิมที่คดงอโดยเร็ว
  1. ความเสียหายระดับ 2 หรือปานกลาง: บ้านที่ใช้เสาปูนขนาด 25 ซม. เสริมเหล็กแกน 4 เส้นขึ้นไป แต่เสริมเหล็กปลอกไม่พอ คือ ใช้เหล็กปลอกขนาด 4 มม. มีระยะเรียงระหว่างเหล็กปลอกเท่ากับ 25 ซม. เกิดความเสียหายที่ปลายบนและปลายล่างของเสาปานกลาง คอนกรีตไม่ถึงขั้นแตกระเบิด มีเฉพาะคอนกรีตส่วนเปลือกที่หลุดออกมาบ้าง อาจสังเกตเห็นเหล็กเสริมได้แต่เหล็กเสริมยังไม่คด จัดเป็นความเสียหายที่เปลือกคอนกรีตเท่านั้น สามารถซ่อมแซมได้โดยฉาบปูนเกร๊าทเข้าไปในบริเวณที่เสียหาย
  1. ความเสียหายระดับ 1 หรือเล็กน้อย: บ้านที่ใช้เสาปูนขนาด 30 ซม. เสริมเหล็กแกน 4 เส้นขึ้นไป แต่เสริมเหล็กปลอกขนาด 6 มม. มีระยะเรียงเหล็กปลอก 30 ซม. ได้รับความเสียหายที่ปลายบนและล่างเพียงเล็กน้อย แค่ผิวคอนกรีตหลุดถลอกออกมา ไม่กระทบต่อโครงสร้าง สามารถซ่อมแซมได้โดยฉาบปูนเกร๊าท์เข้าไปในบริเวณที่เสียหาย สามารถใช้งานโครงสร้างได้ดังเดิม

จากการวิเคราะห์โครงสร้างที่ได้รับความเสียหาย พบว่าปัจจัยที่สำคัญต่อความแข็งแรงของโครงสร้างบ้านปูน คือเสาอาคาร ดังนั้นจึงขอแนะนำกฎ 4 ข้อ สำหรับการก่อสร้างเสาบ้านปูนในเขตเสี่ยงแผ่นดินไหว ดังนี้

  1. เสาของบ้านปูนที่มีความสูง 2 ชั้นควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 20-25 ซม. และขนาดไม่น้อยกว่า 30-35 ซม. สำหรับความสูง 3 ชั้น
  1. เหล็กแกนในเสาต้องไม่น้อยกว่า 4 เส้น หากใช้ 6 เส้นหรือ 8 เส้นจะดีมาก และขนาดของเหล็กแกนต้องไม่เล็กกว่า 12 มม. หากใช้เหล็ก 16 มม. ได้ยิ่งดี เพื่อให้เหล็กไม่คดงอได้ง่ายเมื่อคอนกรีตกะเทาะหลุดออก
  1. เหล็กปลอก สำหรับบ้าน 2 ชั้นควรใช้ไม่น้อยกว่า 6 มม. พันรอบเหล็กแกนเสาให้มีระยะเรียงไม่เกิน 7.5 ซม. ส่วนบ้าน 3 ชั้นควรใช้เหล็กปลอกไม่น้อยกว่า 9 มม. พันรอบเหล็กแกนให้มีระยะเรียงไม่เกิน 7.5 ซม. ตำแหน่งที่พันเหล็กปลอกถี่นี้ให้วัด 50 ซม. จากปลายบนและปลายล่างของเสา ส่วนตรงกลางเสาให้ใช้ระยะเรียงเหล็กปลอกเป็นสองเท่าหรือ 15 ซม. ได้
  1. เสาตอม่อ หรือเสาใต้ถุนบ้าน ควรมีขนาดใหญ่กว่าเสาชั้นบนด้านละ 5 ซม. และควรเสริมเหล็กปลอกให้ถี่ตามข้อ 3 ตลอดความสูงเสา

ความเสียหายระดับที่ 1 เล็กน้อย

ความเสียหายระดับที่ 2 ปานกลาง

ความเสียหายระดับที่ 3 มาก

ความเสียหายระดับที่ 4 มากที่สุด

รศ. ดร.อมร พิมานมาศ 

 

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ชั้นอ่อนของอาคาร

รศ. ดร.อมร พิมานมาศ รองเลขาธิการสภาวิศวกร และอาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิจัยโครงการ “ศึกษาวิธีการออกแบบและเสริมกำลังอาคารในประเทศเพื่อต้านทานแผ่นดินไหว” โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ที่จังหวัดเชียงรายเพื่อสำรวจอาคารที่เสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว และได้ประมวลข้อมูลเพื่อหาสาเหตุของความเสียหายนั้น ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่พอจะสรุปในเบื้องต้นได้ว่ามีหลายสาเหตุที่ทำให้อาคารได้รับความเสียหายอย่างมากมาย โดยสามารถจำแนกออกได้เป็น 5 สาเหตุหลักดังนี้

1. การก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรม

เสามีขนาดที่เล็กเกินไปไม่สมดุลกับขนาดของคาน อาทิ เสาขนาดเพียง 15-20 ซม. ซึ่งเล็กเกินไปไม่เหมาะสมที่จะต้านแผ่นดินไหว นอกจากนี้การเสริมเหล็กในเสาไม่ได้มาตรฐาน เช่นใส่เหล็กแกนในเสาเพียงแค่ 2 เส้น ทั้งที่ตามมาตรฐานการออกแบบต้องใส่เหล็กเสริมในเสาอย่างน้อย 4 เส้น หรือการใช้เหล็กปลอกที่มีขนาดเล็กเกินไป เช่น ใช้เหล็กขนาด 4 มม. เป็นเหล็กปลอก ซึ่งตามมาตรฐานการออกแบบต้องใช้เหล็กปลอกที่มีขนาด 6 มม. แบบเต็มเส้นขึ้นไป

2. ชั้นอ่อนของอาคาร

เกิดขึ้นกับบ้านที่ก่อสร้างเป็น 2 ชั้น แต่เมื่อเกิดแผ่นดินไหว เสาชั้นล่างถูกทำลายอย่างยับเยิน  ทำให้ชั้นบนของบ้านพังลงมากองอยู่ที่พื้นดินแทน มักเกิดขึ้นกับบ้านที่ชั้นล่างเปิดโล่งเป็นใต้ถุนบ้าน ซึ่งทำให้เสาชั้นล่างอ่อนแอ และกลายเป็นจุดอ่อนของอาคาร จึงถูกทำลายโดยแผ่นดินไหวไปก่อน ส่งผลให้ชั้นบนของอาคารพังถล่มลงมากองอยู่ที่พื้นดิน

3. การวิบัติของเสาสั้นหรือเสาตอม่อ

เสาตอม่อซึ่งเป็นเสาที่อยู่ใต้พื้นชั้นล่างของบ้าน เป็นเสาสั้นๆ ที่มีความสูงประมาณ 50-100 ซม. แต่เป็นเสาที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากต้องรับน้ำหนักของเสาที่อยู่ชั้นบน เสาตอม่อได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก สาเหตุจากแรงแผ่นดินไหวทำให้เสาตอม่อเฉือนขาดหรือปูนแตกระเบิดที่ปลายบนและล่าง ทำให้เสาชั้นบนทรุดลงตามมาและเกิดการวิบัติในที่สุด

4. ระยะห่างของเหล็กปลอกมากเกินไป

หัวใจสำคัญของโครงสร้างอาคารต้านแผ่นดินไหวอยู่ที่เหล็กปลอก หรือเหล็กที่พันเป็นปล้องๆรอบเหล็กแกนของเสา เมื่อเกิดแผ่นดินไหว คอนกรีตในเสาจะแตกระเบิดและหลุดแยกออกจากกันเป็นชิ้นๆ เหล็กปลอกจะช่วยยึดคอนกรีตไว้ไม่ให้หลุดออกจากกัน และช่วยประคองเหล็กแกนไม่ให้คดงอเสียรูปอีกด้วย จากข้อมูลในพื้นที่พบว่าการเสริมเหล็กปลอกในเสาเว้นระยะห่างเท่ากับ 20 ซม. ซึ่งมากเกินกว่าที่มาตรฐานกำหนดไว้ถึง 2 เท่า หรือเท่ากับ 10 ซม. จึงเป็นสาเหตุให้คอนกรีตแตกระเบิดและเหล็กแกนบิดเบี้ยวเสียรูป

5. การยึดระหว่างชิ้นส่วนต่างๆไม่เพียงพอ

การหลุดแยกออกจากกันระหว่างชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่น คานหลุดแยกจากเสา พื้นหลุดแยกจากคาน เป็นต้น สาเหตุเกิดจากการใส่เหล็กยึดระหว่างชิ้นส่วนต่าง ๆ ไม่เพียงพอหรือมีระยะฝังเหล็กที่น้อยเกินไป หรือไม่ได้ทำงอฉาก 90 องศาที่ปลายเหล็กเพื่อยึดโครงสร้างเข้าด้วยกัน ในพื้นที่พบว่าเหล็กเสริมในคานที่ฝังเข้าไปในเสาต้นนอกนั้น มีระยะฝังเพียง 5-10 ซม.  เท่านั้น จึงทำให้คานและเสาหลุดออกจากกัน แล้วทำให้โครงสร้างถล่มเสียหาย

บทสรุป ผู้เขียนได้วิเคราะห์ 5 สาเหตุหลักที่ทำให้โครงสร้างอาคารได้รับความเสียหายในเหตุแผ่นดินไหวที่เชียงราย ซึ่งเป็นข้อสรุปในเบื้องต้น เมื่อเราได้นำสาเหตุเหล่านี้มาประมวลเข้าด้วยกัน ก็จะได้แนวทางในการแก้ไขหรือการปรับปรุงวิธีการออกแบบและการก่อสร้างในบ้านเราให้ดียิ่งขึ้นไป

ระยะเรียงเหล็กปลอกมากเกินไป

เสาตอม่อขาด

รศ. ดร.อมร พิมานมาศ 

 

(ขอขอบคุณ ดร. ธีระพจน์ ศุภวิริยะกิจ มหาวิทยาลัยพะเยา ที่เอื้อเฟื้อรูปถ่าย)

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

รองศาสตราจารย์ ดร. ปิติ สุคนธสุขกุล

ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มจพ
กรรมการสาขาโยธา วสท
อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กิตติภูมิ รอดสิน

ภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม มจพ
กรรมการวิชาการ สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย

หัวข้อนำเสนอ

• การซ่อมและเสริมกาลังอาคารแบบง่ายๆ

  • แบบการซ่อมแซมองค์อาคารที่ไม่รับนาหนัก (Non-Structural Components)
  • การซ่อมแซมองค์อาคารโครงสร้างส่วนรับนาหนัก (Structural Components)
  • การประยุกต์ใช้เฟอโรซีเมนต์ในงานซ่อมแบบง่ายและประหยัด

• การซ่อมและเสริมกาลังองค์อาคารด้วย Fibre Reinforced Plastic และ Fibre Reinforced Concrete

องค์อาคารไม่รับน้ำหนัก (NON STRUCTURAL COMPONENTS)

ผนังที่มีการแตกร้าวแต่ไม่พังทลาย

  • ผนังที่มีรอยร้าวขนาดเล็ก
  • ผนังที่มีรอยร้าวขนาดใหญ่

การซ่อมผนังอิฐก่อที่มีการพังทลายบางส่วน

  • การใส่เสา คสล ที่ปลายผนังที่พังทลายเป็นบางส่วน
  • การทาเสา คสล รัดมุมและรอยต่อ

การซ่อมและเสริมกำลังผนังด้วย Wire mesh

การทาเสา-คานเอ็นคาดในผนังก่ออิฐ

ผนังที่มีการร้าวแต่ไม่พังทลาย

GREAT Publication: June 2001 - Repair and strengthening guide for earthquake damaged lowrise domestic buildings in Gujarat, India

ผนังที่มีรอยร้าวขนาดใหญ่

วัตถุประสงค์ - ปิดรอยร้าว ป้องกันการขยายตัวของรอยร้าว

วัสดุ - ปูนซีเมนต์มอร์ต้าขยายตัวต่า โครงตาข่ายเหล็ก

วิธีการ

  1. ทำความสะอาดรอยร้าว และ สกัดเนื้อปูนหรืออิฐที่มีความเสียหายออก
  2. ผสมปูนมอร์ต้าแบบหดตัวต่ำ ควรทาการร่อนทรายเพื่อแยกเม็ดทรายขนาดใหญ่ออกจากส่วนผสม
  3. อุดรอยร้าวด้วยปูนหรือมอร์ต้าสาหรับงานซ่อม (ประเภทที่มีการหดตัวต่ำ, Non-shrink or Grouting)
  4. ในกรณีที่มีรอยร้าวขนาดใหญ่มาก อาจต้องทำการวางโครงตาข่ายเหล็กคาดตามรอยร้าว ก่อนที่ฉาบทับ

การซ่อมและเสริมกำลังผนังอิฐก่อโดยใช้ Wire mesh

วัตถุประสงค์ - ซ่อมและเสริมกาลัง

วัสดุ – ปูน ทราย นา เหล็กเส้น หรือ เหล็กกรงไก่ หรือ Wire mesh

จุดเด่น

  • ทำได้ง่าย วัตถุดิบหาง่าย ไม่ต้องการแรงงานมีฝีมือ ปรับเข้ามุมได้ง่าย
  • เพิ่มทั้งกำลังรับแรงในแนวดิ่งและแรงเฉือน

วิธีการ

  • ทำความสะอาดผิวทั้งสองด้าน
  • ใช้ wire mesh ขนาด Diameter 2 มม วางบนผนังทั้ง 2 ด้าน ให้มีระยะทาบระหว่างแผ่นประมาณ 30 ซม
  • ฉาบปูนทรายทับที่ความหนา 2.5 ถึง 3.0 ซม.

 

การทำเสา-คานเอ็นคาด (Stitching Belts)

วัตถุประสงค์ – เสริมกาลังผนัง

วัสดุ – ปูน ทราย นา เหล็กเส้นขนาดเล็ก

จุดเด่นและข้อควรระวัง

  • ทำได้ง่าย วัตถุดิบหาง่าย
  • เพิ่มกาลังรับแรงเฉือนของผนัง
  • ไม่เหมาะกับผนังที่อิฐก่อมีลักษณะหลุดร่อน ไม่แข็งแรง

วิธีการ

  • สกัดหรือเซาะร่องผนังตามแนวที่ต้องการเสริมกาลังให้มีความลึกอย่างน้อย 100 มม. กว้าง 300 มม.
  • ระยะห่างแนวเสาและคานเอ็น ไม่ควรเกิน 1.2 เมตร
  • ใช้เหล็กเส้นอย่างละ 2 เส้น วางตามแนวที่เซาะร่องไว้
  • ฉาบปูนทรายทับให้เต็มความหนา

ผนังอิฐก่อที่มีการพังทลายบางส่วน

วัตถุประสงค์หลักของการซ่อมผนังที่มีการพังทลายเป็นบางส่วน ประกอบไปด้วย

  1. การเพิ่มความมั่นคงของผนังเดิม
  2. การป้องกันการพังทลายเพิ่มเติมของผนังเดิม
  3. การเตรียมเพื่อการเชื่อมต่อกับผนังใหม่

ที่มารูป Earthquake Engineering Research Institute

การใส่ Strong Point ที่ปลายผนัง (เสา คสล)

วัตถุประสงค์

  • เสริมความมั่นคงของผนังเดิม ก่อนทำการซ่อมแซมเพิ่มเติม
  • หยุดการพังทลายเพิ่มของผนัง

วัสดุ – คอนกรีต เหล็กเส้น

วิธีการ

  • ตัดส่วนที่พังทลายของผนังออกให้หมด
  • ตั้งเหล็กเสริม 4 เส้นสาหรับเสา คสล โดยให้มีเหล็กคาดยื่นเข้าไปในผนังเก่าทุกระยะ 45 ซม
  • เช็คให้เหล็กเสริมแนวดิ่ง ฝังตัวลงในคานคอดินหรือฐานราก
  • เทคอนกรีต

รายละเอียดของ Strong Point

Strong Point จากพื้นถึงเพดาน

การเพิ่มเสา คสล รัดมุม หรือรอยต่อในผนังเชื่อมต่อกัน

วัตถุประสงค์

  • เสริมความมั่นคงให้ผนังใหม่ที่มาเชื่อมต่อกับผนังเก่า
  • ปรับปรุงการถ่ายเทแรง

วัสดุ – คอนกรีต และเหล็กเส้น

ข้อควรระวัง

  • ต้องทำการตรวจสอบว่าผนังเก่าต้องมีความแข็งแรงเพียงพอ
  • ต้องสกัดส่วนที่เสียหายของผนังเก่าออกให้หมด
  • เทคอนกรีตไม่ให้เกิดรูพรุนภายใน

การซ่อมแซมองค์อาคารโครงสร้างรับน้ำหนัก

  • การทำค้ำยันชั่วคราวสำหรับงานซ่อมแซมเสา
  • การซ่อมหัวเสา (โดยใช้เสาเดิม)
  • การซ่อมเสา คสล (โดยตั้งเสาใหม่)
  • การซ่อมและเสริมกำลังเสา โดยการ Jacketing
  • การเพิ่มผนังรับน้ำหนักจากการก่ออิฐเพื่อเพิ่มความมั่นคงของอาคาร
  • การซ่อมรอยต่อ

การทำค้ำยันชั่วคราวสำหรับงานซ่อมแซมเสา

เสาค้ำยันชั่วคราวอาจทำได้ง่ายๆโดยการใช้เสาไม้ หรือ การก่ออิฐหรือใช้เหล็กรูปพรรณ

http://www.st.hirosaki-u.ac.jp/~tamao/Gujarat/print/Gujarat_7_4.pdf

การทำค้ำยันชั่วคราว

ในกรณีมีการเสาค้ำยันชั่วคราวจากเหล็กรูปพรรณมากกว่า 1 ต้น อาจทำการเชื่อมต่อกันด้วยเหล็กเส้น เพื่อควบคุมให้เสาอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ ไม่เกิดการเคลื่อนย้ายในระหว่างซ่อม

http://www.st.hirosaki-u.ac.jp/~tamao/Gujarat/print/Gujarat_7_4.pdf

การซ่อมหัวเสา (โดยใช้เสาเดิม)

ที่มารูป http://db.concretecoalition.org/building/56

รายละเอียดรอยต่อหัวเสา (ใช้เสาเดิม)

  • จัดวางค้ำยันให้เพียงพอ ก่อนการเริ่มการสกัด
  • สกัดคอนกรีตส่วนที่เสียหายออกให้หมด
  • ทำความสะอาดเหล็กเสริม
  • ทาบเหล็กใหม่และเก่าให้มีระยะทาบดังนี้
    • ระยะทาบในคาน 40d
    • ระยะทาบในเสา 40d
    • เหล็กปลอก ทุกๆ 7.5 ซม. เป็นระยะอย่างน้อย 60 ซม

การซ่อมแซมเสา (โดยการตั้งเสาใหม่)

ติดตั้งค้ำยันให้เพียงพอ สกัดคอนกรีตในเสาออกให้หมด เหลือเหล็กเดิมไว้

การซ่อมแซมเสา (โดยการตั งเสาใหม่)

สกัดคอนกรีตในคาน ตัดเหล็กในเสาเดิมบางบริเวณหัวเสาออก ติดตั้งเหล็กเสริมใหม่ ให้มีระยะทาบกับเหล็กเดิมที่เหมาะสม

ติดตั้งไม้แบบเสา ตัดช่องเปิดชั่วคราวเพื่อทำการเทคอนกรีต เทคอนกรีตและอัดแน่น ทิ้งค้ำยันไว้อย่างน้อย 14 วัน

การซ่อมแซม/เสริมกำลังเสาโดยการ Jacketing

  • ในกรณีที่เสามีความเสียหายมาก การซ่อมกลับมาในสภาพเดิมก็อาจไม่เพียงพอสำหรับการรับแผ่นดินไหวในครั้งต่อไป เราอาจทำการเสริมกำลังด้วยวิธีการทำ Jacketing
  • การทำ Jacketing คือการหุ้มเสาเดิม (ที่ผ่านการซ่อมแล้ว) ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก

การซ่อมแซม/เสริมกาลังเสา โดยการ Jacketing

  • ทำการสกัดผิวหน้าของส่วนที่เสียหาย
  • ทำการวางเหล็กใหม่ อย่างต่ำ 8 เส้น ขนาด DB 16 พร้อมเหล็กปลอกขนาด 9 มม
  • เหล็กเสริมควรเป็นเส้นเดียวทั้งหมด ในกรณีที่ต้องทำการทาบ ให้มีระยะทาบอย่างต่ำ 40d
  • ฝังเหล็กเสริมแนวดิ่งให้ลึกลงไปถึงฐานรากเป็นส่วนสำคัญของการเพิ่มความมั่นคงให้กับเสาที่ทำการหล่อใหม่
  • ความหนาของคอนกรีตอย่างต่ำ ไม่น้อยกว่า 10 ซม
  • คอนกรีตควรมีค่ากำลังรับแรงอัดไม่ต่ำกว่า 20 MPa มวลรวมควรมีขนาดไม่เกิน 10 มม.

http://www.st.hirosaki-u.ac.jp/~tamao/Gujarat/print/Gujarat_7_4.pdf

การเพิ่มผนังรับนาหนักเพื่อรักษาเสถียรภาพของอาคาร

การเพิ่มผนังรับน้ำหนักเข้าไปในพื้นที่ที่เป็นช่องเปิด ถือเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยแบ่งเบาภาระการรับน้ำหนักของของโครงสร้างที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวและรักษาเสถียรภาพของอาคาร

http://www.st.hirosaki-u.ac.jp/~tamao/Gujarat/print/Gujarat_7_4.pdf

งานซ่อมรอยต่อ (Joint Repair)

เสา-คาน (Beam-Column)

  • ขยับคานหรือเสาที่มีการทรุดหรือเอียวให้เข้าที่ จากนั้นทำการวางค้ำยันชั่วคราวให้เหมาะสม
  • สกัดเนื้อคอนกรีตส่วนที่เสียหายออก จนเห็นเหล็กเสริม
  • ทำความสะอาดเหล็กเสริม
  • ทาบเหล็กเดิมในเสาหรือคานด้วยเหล็กใหม่ โดยมีระยะทาบโดยประมาณ ดังนี้
    • ระยะทาบเหล็กในคานอย่างต่ำ 40d
    • ระยะล้วงในเสาอย่างต่ำ 40d
    • Covering ประมาณ 6d

ที่มารูป Dr. Fukuta Toshibumi, Building Research Institute, Mimistry of Construction

รายละเอียดรอยต่อ เสาวางบนคาน

การเสริมกำลังเสา คสล ด้วยเส้นใยไฟเบอร์และแผ่นพอลิเมอร์ไฟเบอร์

STRENGTHENING OF RC COLUMN WITH FIBRE REINFORCED CONCRETE (FRC) AND FIBRE REINFORCED POLYMER (FRP)

การเสริมกาลังเสารับแผ่นดินไหว

Conventional Methods to Improve Seismic Performance of Non-ductile Columns

Reduce stirrup spacing

การเสริมกำลังจากภายนอกโดยใช้แผ่นเส้นใยพัน

Fiber reinforced polymer นำเส้นใยโพลีเมอร์มาถักทอขึ้นเป็นแผ่นอย่างเป็นระบบ

การเสริมกำลังด้วยวัสดุเสริมเส้นใย มีพื้นฐานของวัสดุอยู่ 3 ประเภทหลักๆ ได้แก่

  1. คาร์บอน (Carbon) เรียกว่า CFRP
  2. อรามิด (Aramid) เรียกว่า AFRP
  3. แก้ว (Glass) เรียกว่า GFRP

โดยวัสดุทั้งสามมีคุณสมบัติทางด้านกาลัง ความคงทน และราคาแตกต่างกันขึ นอยู่กับ วัตถุประสงค์การใช้งาน

คุณสมบัติของเส้นใยที่ใช้ในการเสริมกำลัง

“ความสัมพันธ์ระหว่างความเค้นและเครียดของเส้นใยชนิดต่าง ๆ”

รูปแบบของ CFRP

รูปแบบ

  • เป็นเส้น (ลักษณะเหมือนเหล็กเสริม)
  • แผ่น
  • เป็นผืน (ถักทอเป็นผืนผ้า มีทิศทางต่างๆกัน)

จุดเด่น

  • มีน้ำหนักเบาเมื่อเทียบกับขนาด
  • ติดตั้งง่าย
  • ทนทานต่อสภาพแวดล้อม

ข้อเสีย

  • มีราคาแพง
  • ไม่ทนไฟ
  • ต้องใช้ผู้ชำนาญการในการติดตั้ง

Strengthening Method

Material Properties & Design Concepts

การวิบัติของเสาที่พันรอบด้วย FRP

คอนกรีตเสริมเหล็ก กาลัง 200 ksc คอนกรีตที่หุ้มด้วย CFRP กาลังเพิ่มเป็น 400 ksc

วัตถุประสงค์ของการทดสอบ

การทดสอบนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของวัสดุโพลิเมอร์ เสริมเส้นใยคาร์บอน (CFRP) ในการเสริมกำลังเสาอาคารเดิมที่ไม่ได้ออกแบบให้รับแรงกระทำจากแผ่นดินไหว โดยมีการทดสอบเปรียบเทียบความสามารถในการรับแรงกระทำจากแผ่นดินไหวของเสาที่ไม่ได้เสริม และเสริม CFRP ในห้องปฏิบัติการ

คุณสมบัติของตัวอย่างเสาที่จะนำมาทดสอบ

การเตรียมตัวอย่างทดสอบเสา

ลักษณะการเสริมกาลังด้วยเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ โดยการพันแผ่น CFRP จานวน 2 รอบ

การติดตั ง CFRP

เครื่องมือทดสอบเสาจำลองแรงกระทำจากแผ่นดินไหว

การเปรียบเทียบค่าการเคลื่อนตัวกับน้าหนักกระทาทางด้านข้าง

พฤติกรรมของเสาที่ไม่ได้เสริมกาลัง

ที่ Drift + 0.50 % ถึง Drift + 0.75 % เกิดรอยร้าวเพียงเล็กน้อยที่บริเวณโคนเสา

ที่ Drift + 1.00 % ถึง Drift + 1.25 % รอยร้าวเริ่มเกิด มากขึ้นเห็นได้ชัดเจนและคอนกรีตนั้นเกิดการแตกออกบริเวณโคนเสา

ที่ Drift + 1.75 % ถึง Drift + 3.00 % เริ่มเกิดรอยร้าวบริเวณกลางเสาและเกิดการโก่งเดาะของเหล็กยืน เสามีการสูญเสียกาลังรับนาหนักด้านข้างเป็นอย่างมาก

ที่ Drift + 3.50 % เสาวิบัติเกิดการแตกของเสามีคอนกรีตหลุดออกจากเสาและเกิดการโก่งเดาะของเหล็กยืนอย่างเห็นได้ชัด

พฤติกรรมของเสาที่เสริมกาลังด้วย CFRP

ที่ Drift +0.50 % ถึง Drift +1.25 % เสายังไม่เกิดรอยร้าว

ที่ Drift +1.50 % ถึง Drift +6.00 % เกิดรอยร้าวเพียงเล็กน้อยที่บริเวณกลางเสา เหนือช่วงที่ไม่ได้เสริม CFRP

ที่ Drift -6.00 % เริ่มมีการบวมตัวของคอนกรีตที่โคนเสาเพียงเล็กน้อย และเสายังไม่สูญเสียกาลังรับแรงทางด้านข้าง

ที่ Drift -7.00 % ถึง Drift +8.00 % การบวมตัวมีเห็นชัดเจนขึ้นที่โคนเสาและเหล็กยืนบริเวณโคนเสาขาด ทำให้สูญเสียกาลังรับแรงด้านข้าง

ลักษณะการวิบัติของเสา

เสาที่ไม่ได้เสริมกาลัง เสาที่เสริมกาลังด้วยเส้นใยคาร์บอน
   
 วิบัติที่ 3.5 % Drift  วิบัติที่ 8.0 % Drift

สรุปผลการทดสอบ

เสาที่มีการเสริมกาลังด้วยการพันด้วยเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) จะมีกาลังรับแรงแผ่นดินไหวได้ดีกว่าเสาที่ไม่ได้เสริม มากถึง 50% และมีความเหนียวเพิ่มขึ นจากเสาที่ไม่ได้เสริมกาลัง ประมาณ 130 %

Steel reinforced concrete (SFRC)

Objective

To improve the ductility of non-ductile RC columns using steel reinforced concrete (SFRC)

Test Programs

  • C1 – without SFRC
  • S1 – with SFRC 1% by volume

“60mm hook-ended steel fiber”

Frame Test

Test under Displacement Control Condition


Loading scheme

At 0.5% Drift

C1 S1

At 1% Drift

C1 S1

At 3% Drift

C1 S1

At 3.5% Drift

C1 S1

At 8% Drift

S1

Hysteresis loop comparison

Test Results 

Column C1 S1
max load, (kN) 58.09 84.30
deflection at yield(mm) 28.79 38.00
load at yield1(kN) 43.57 63.23
deflection at yield(mm) 10.00 12.00
load at failure (kN) 46.47 67.44
deflection at failure (mm) 36.70 72.30
displacement ductility,µ 3.67 6.03
Mode of failure Flexure Flexure

Conclusions

  • Crack in SFRC column is much smaller and widely spread in plastic hinge regions
  • Maximum drift of SFRC column is significantly increased compared to column C1
  • SFRC could evidently improve both strength and ductility of non-ductile RC columns

 

ทีมา : งานเสวนา ประมวลสถานการณ์หลังวันแผ่นดินพิโรธ, วสท 21/5/57

ศ.ดร. อมร พิมานมาศ

สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรนธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

26 มิถุนายน 2557

วิเคราะห์สาเหตุแห่งความเสียหาย

  • การก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรม
  • ชั้นอ่อนของอาคาร
  • การวิบัติของเสาสั้นหรือเสาตอม่อ
  • ระยะห่างของเหล็กปลอกมากเกินไป
  • การยึดระหว่างชิ้นส่วนต่างๆไม่เพียงพอ

การแก้ไขอาคารที่เป็นชั้นอ่อนต้องเสริมค้้ายันทแยง (Bracing)

ระดับความ
เสียหาย
โครงสร้าง

คอนกรีต

เหล็กเสริม

แนวทางจัดการ

ระดับ 1 เล็กน้อย ไม่ทรุด ไม่เอียง ไม่ดัดงอ กะเทาะหลุดที่ผิว ไม่เห็นเหล็กเสริม ซ่อม
ระดับ 2 ปานกลาง ไม่ทรุด ไม่เอียง ไม่ดัดงอ คอนกรีตส่วนหุ้มเหล็กกะเทาะหลุดออก เห็นเหล็กเสริม แต่เหล็กเสริมยังไม่คดงอ ซ่อม + เสริมเหล็กปลอก
ระดับ 3 มาก ทรุด เอียง ดัดงอเล็กน้อย คอนกรีตแตกเป็นชิ้นๆถึงเนื้อใน เหล็กแกนคดงอเหล็กปลอกง้างออก ซ่อม + เสริมเหล็กปลอก + เสริมเหล็กแกน
ระดับ 4 มากที่สุด ทรุด เอียง ดัดงออย่างชัดเจน หรือ พังถล่มโดยสิ้นเชิง โครงสร้างหลุดแยกเป็นชิ้นๆ หรือขาดเป็นช่วงๆ เหล็กแกนและเหล็กปลอก ขาด บิดเบี้ยว อย่างมาก รื้อทิ้ง + สร้างใหม่

 

 

 

 

 

ระดับ 1 ระดับ 2
ระดับ 3 ระดับ 4

ตัวอย่างการเสริมก้าลังโครงสร้างด้วยแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ 

3.5 % lateral drift 
3.5 % lateral drift 
4 % lateral drift 


เสาทดสอบS1 เสาทดสอบS3 เสาทดสอบS5

การเสริมก้าลังเสา ค.ส.ล. ด้วยแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ 

เสาที่เสริมก้าลังด้วยแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์

เปรียบเทียบผลการทดสอบระหว่างเสาที่พันและไม่ได้พันคาร์บอนไฟเบอร์

ขั้นตอนการเสริมกำลังเสาด้วยวิธีเหล็กหุ้ม

เตรียม

แผ่นขนำด 9 mm พับ 90 องศำเป็นรูปตัว L จำนวน 2 ชิ้น โดยให้ขนำดของโครงเหล็กใหญ่กว่ำเสำเดิมประมำณข้ำงละ 2.5 ซม.

 

เชื่อมประกบเหล็กทั้ง 2 ชิ้นกับเสาเดิม ทั้งสองข้าง

จัดแผ่นเหล็กที่เชื่อมเสร็จแล้ว ให้เหลือช่องว่างระหว่างเสาเดิมกับแผ่นเหล็กประมาณ 2.5 ซม.

ใช้วัสดุประเภทดินน้้ามันหรือปูนปาสเตอร์ปิดช่องว่างของแผ่นเหล็กบริเวณโคนเสาเพื่อป้องกันปูน Non-Shink ไหลออกมา

ปูนซีเมนต์ชนิดไม่หดตัว (Non-Shrink)

 

 

 

 

 

 

 

 

 ผสมปูนซีเมนต์ชนิดไม่หดตัว (Non-Shrink) กับน้้าสะอาด แล้วเทลงในช่องว่างระหว่างเสาเดิมกับแผ่นเหล็กจนเต็ม 

รอให้ปูนซีเมนต์แข็งตัว เสานี้ได้รับการเสริมก้าลังเรียบร้อยแล้ว สามารถทาสีหรือตกแต่งเพื่อความสวยงาม

การเสริมความแข็งแรงเสาสะพานด้วยการใช้แผ่นเหล็กหุ้ม

 

ข้อต่อคานเสาควรจะระวังอย่างไร

การเสริมเหล็กในข้อต่อไม่ถูกวิธี

 

การเสริมเหล็กในข้อต่อที่ถูกวิธี

ในอาคารที่ก่อสร้างไปแล้วควรจะท้าอย่างไร?

การวิบัติแบบพื้นเจาะทะลุเสาลงไปกระแทกพื้นชั้นล่าง

อาคารท้องเรียบไร้คานที่ก่อสร้างไปแล้วจะแก้ไขอย่างไร?

การติดตั้งปลอกเหล็กที่หัวเสาป้องกันการพังทลายจากแรงเฉือนเจาะทะลุได้

คำนำ

หลายปีที่ผ่านมาเกือบทุกภูมิภาคของโลกต่างประสบเหตุการณ์เกิดแผ่นดินไหวขึ้นบ่อยครั้งและแต่ละครั้งก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นดังนั้นเหตุการณ์แผ่นดินไหวนับวันจะเป็นภัยธรรมชาติที่ใกล้ตัวมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และเตรียมตัวให้สามารถอยู่อย่างปลอดภัยเมื่อต้องเผชิญกับภัยธรรมชาตินี้

ประเทศไทยแม้จะไม่ได้ตั้งอยู่ใกล้รอยต่อของแผ่นเปลือกโลก แต่ก็มีรอยเลื่อนแขนงซึ่งเป็นรอยเลื่อนเล็กๆ ปรากฏอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ รอยเลื่อนต่างๆนี้แม้จะก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็ก และมีความรุนแรงไม่มาก แต่อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว ซึ่งไม่สามารถ จะทราบได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดและมีขนาดความรุนแรงเพียงใด กรมโยธาธิการและผังเมืองจึงได้จัดทำคู่มือปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยและ การก่อสร้างอาคารในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวฉบับประชาชนขึ้น เพื่อเป็น ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับแผ่นดินไหวแก่ประชาชนผู้สนใจทั่วไป ตลอดจน เป็นข้อมูลเบื้องต้น ในการก่อสร้างอาคารให้มีความมั่นคงแข็งแรงเพียง พอที่จะต้านทานแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การปฏิบัติตามคู่มือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้มากยิ่งขึ้นอันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ เตรียมความพร้อมในการรับมือจากภัยแผ่นดินไหวที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

         (นายอุดม พัวสกุล)
อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง

คณะทำงานจัดทำคู่มือปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยและการก่อสร้างอาคารในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวฉบับประชาชน

ที่ปรึกษา

นายสุรชัย พรภัทรกุล
วิศวกรใหญ่ กรมโยธาธิการและผังเมือง

ประธานคณะทำงาน

นางสมจิต ปิยะศิลป์
ผู้อำนวยการสำนักควบคุมและตรวจสอบอาคาร

คณะทำงาน

นายสินิทธิ์ บุญสิทธิ์
วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ รก. วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ

ดร.เสถียร เจริญเหรียญ
วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ รก. วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ

นายนิคม สะเทิงรัมย์
วิศวกรโยธาชำนาญการ

นายธนิต ใจสะอาด
วิศวกรโยธาชำนาญการ

ดร.ทยากร จันทรางศุ
วิศวกรโยธาปฏิบัติการ

นายวิโชติ กันภัย
วิศวกรโยธาปฏิบัติการ

นายนิพิฏฐ์ ศรีอินทร์
พนักงานวิศวกรโยธา

นายวรกร ขณะรัตน์
วิศวกรโยธา

“เหตุการณ์แผ่นดินไหว” ปัจจุบันนับวันจะเป็นภัยธรรมชาติที่ใกล้ตัว มนุษยชาติมากยิ่งขึ้น โดยระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเกือบทุกภูมิภาคของโลก ต่างประสบเหตุการณ์แผ่นดินไหวบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ตามลำดับ ซึ่งแผ่นดินไหวแต่ละครั้งก็จะส่งผลกระทบต่อประเทศทั้งทางตรง และทางอ้อม บรรดานักวิชาการด้านแผ่นดินไหวต่างเกรงกันว่าภัยแผ่นดินไหว ที่รุนแรงอาจเกิดขึ้นในประเทศไทยได้ และหากเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบ ต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในประเทศอย่างใหญ่หลวง กรมโยธาธิการและผังเมืองซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการกำหนด มาตรการความปลอดภัยในการก่อสร้างอาคาร จึงได้จัดทำคู่มือปฏิบัติ เพื่อความปลอดภัยและการก่อสร้างอาคารในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว ฉบับประชาชนนี้ขึ้น เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยได้มากยิ่งขึ้น อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ เตรียมความพร้อมในการรับมือจากภัยแผ่นดินไหวที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

1. สาเหตุของแผ่นดินไหว

แผ่นดินไหวเกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกอย่างฉับพลัน ทำให้พลังงานความเครียดสะสมอยู่ในเปลือกโลกสลายออกมาในรปูแบบ ต่างๆ เช่น พลังงานความร้อน พลังงานเสียง รวมถึงคลื่นการสั่นสะเทือน (Seismic Wave) ซึ่งคลื่นการสั่นสะเทือนดังกล่าวจะส่งผลให้อาคาร ในบริเวณที่ได้รับผลกระทบเกิดการสั่นสะเทือนตามไปด้วย และหากการสั่น สะเทือนมีความรุนแรงมากพอก็อาจสร้างความเสียหายแก่อาคารหรือ สิ่งก่อสร้างได้

2. พื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว

พื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวในประเทศไทยสามารถจำแนกตามลักษณะ ความเสี่ยงได้เป็นสองบริเวณ ได้แก่

  1. บริเวณใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวในประเทศ ซึ่งบริเวณดังกล่าว ได้แก่ พื้นที่ใกล้แนวรอยเลื่อน (Faults) ที่มีข้อมูลทางธรณีวิทยาแสดงว่า รอยเลื่อนดังกล่าวมีพลังและมีศักยภาพ (Active Faults) ที่จะทำให้เกิด แผ่นดินไหวขนาดกลางได้ เช่น รอยเลื่อนแม่จัน รอยเลื่อนแม่ทา ในจังหวัดทางภาคเหนือ รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ในจังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น กรมทรัพยากรธรณีได้สำรวจข้อมูลรอยเลื่อนมีพลังในประเทศไทย โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มรอยเลื่อนดังแสดงในรูปหน้าถัดไป
  2. บริเวณที่มีสภาพดินฐานรากเป็นชั้นดินเหนียวอ่อนและชั้นดิน ดังกล่าวมีความหนามาก ซึ่งถึงแม้พื้นที่ดังกล่าวจะไม่ได้อยู่ใกล้รอยเลื่อนที่มี พลังก็ตาม แต่ดินอ่อนสามารถขยายแรงสั่นสะเทือนให้สูงขึ้นที่สามารถส่งผล กระทบต่ออาคารและสิ่งก่อสร้างได้ ตัวอย่างบริเวณดังกล่าว ได้แก่ พื้นที่ กรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล

แผนที่รอยเลื่อนมีพลัง (Active Faults) ในประเทศไทย (ที่มา : กรมทรัพยากรธรณี)

กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารได้กำหนดพื้นที่ที่อาคาร บางประเภทจะต้องได้รับการออกแบบและก่อสร้างให้สามารถต้านทาน แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ตามลักษณะความเสี่ยงภัยแบ่งออก เป็น 3 บริเวณ ครอบคลุม 22 จังหวัด ดังนี้

“บริเวณเฝ้าระวัง” เป็นพื้นที่หรือบริเวณใกล้แนวรอยเลื่อนระนอง และรอยเลื่อนคลองมะรุ่ยในภาคใต้ที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ได้แก่ จังหวัดกระบี่ จังหวัดชุมพร จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดระนอง จังหวัดสงขลา และจังหวัดสุราษฎร์ธานี รวม 7 จังหวัด

“บริเวณที่ 1” เป็นพื้นที่หรือบริเวณที่เป็นดินอ่อนมากที่อาจได้รับ ผลกระทบจากแผ่นดินไหวระยะไกล ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดสมุทรสาคร รวม 5 จังหวัด

“บริเวณที่ 2” เป็นพื้นที่หรือบริเวณที่อยู่ใกล้รอยเลื่อนที่อาจได้รับ ผลกระทบจากแผ่นดินไหว ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดตาก จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง และจังหวัดลำพูน รวม 10 จังหวัด

3. หากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงจะเกิดผลกระทบอย่างไร

(1) อาคารบ้านเรือนเกิดความเสียหาย

อาคาร บ้านเรือน หรือสิ่งก่อสร้างอาจเกิดความเสียหาย จากการโยกตัวกลับไปกลับมา และหากแผ่นดินไหวมีความรุนแรงอาคาร หรือสิ่งก่อสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรงก็อาจพังทลายลงมาได้

 

 

 

 

 

ความเสียหายของเสาและตอม่อของโรงพยาบาลพาน จังหวัดเชียงราย ที่เกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2537 ซึ่งแผ่นดินไหวมีขนาด 5.1 ริกเตอร์

(2) การเกิดอัคคีภัย

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในต่างประเทศหลายครั้งพบว่าภายหลัง การเกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงอาจจะมีอัคคีภัยตามมา ดังนั้นจึงควรเตรียม อุปกรณ์ดับเพลิงให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา

(3) เครื่องเรือนหรือสิ่งของล้มคว่ำหรือร่วงหล่น

เครื่องเรือนหรือสิ่งของที่แขวนหรือตั้งอาจมีการล้มคว่ำหรือร่วงหล่น รวมทั้งกระจกของช่องเปิดต่างๆ เช่น ประตู หน้าต่างอาจแตกและปลิว ไปทำอันตรายต่อผู้คนได้ ดังนั้นจึงควรเตรียมความพร้อมโดยการยึด เครื่องเรือนหรือสิ่งของที่มีโอกาสล้มคว่ำหรือตกหล่นให้มั่นคงแข็งแรง

ถังก๊าซขนาดใหญ่อาจล้มคว่ำทำให้ตัวถัง ฉีกขาดหรือท่อชำรุดและเป็นต้นเหตุของ อัคคีภัยได้ ดังนั้นควรจัดเตรียมอุปกรณ์ ยึดถังก๊าซเข้ากับผนังหรือพื้นอย่างมั่นคง

(4) การเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ (Tsunami)

แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่มีศูนย์กลางอยู่ในมหาสมุทรอาจทำ ให้เกิด การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำในมหาสมุทรอย่างฉับพลัน ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิ ที่สามารถสร้างความสูญเสียต่อประชาชนและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ชายฝั่งได้

 

(5) ปรากฏการณ์ทรายเหลว (Liquefaction)

เป็นปรากฏการณ์ที่ดินทรายหลวมที่อิ่มตัวด้วยน้ำเกิดการสูญเสียกำลัง เนื่องจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่แรงมากพอจนทำให้แรงดันน้ำในชั้นดินเพิ่มมากขึ้นส่งผลให้เม็ดดินเกิดการแยกตัว ซึ่งสามารถก่อให้เกิด การวิบัติของดินฐานรากและสร้างความเสียหายแก่อาคารและสิ่งปลูกสร้างได้

อาคารที่ได้รับความเสียหาย จากปรากฏการณ์ทรายเหลว ( ที่มา : NGDC )

ถนนทรุด จังหวัดเชียงราย เหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2554

4. หลักปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดแผ่นดินไหว

แผ่นดินไหวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่สามารถแจ้งเตือนให้ ประชาชนทราบล่วงหน้าได้ ดังนั้นการเตรียมพร้อมรับมือโดยการประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวทราบถึงหลักปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยบรรเทาความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ โดยมีขั้นตอนปฏิบัติก่อนเกิด ขณะเกิด และหลังเกิดแผ่นดินไหว ดังนี้

4.1 ก่อนเกิดแผ่นดินไหว

4.1.1 ตรวจสอบและป้องกันสิ่งของ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ ภายใน อาคารที่อาจก่อให้เกิดอันตราย

(1) ตรวจสอบสิ่งของอุปกรณ์ภายในบ้าน เช่น รูปภาพที่กรอบ ทำด้วยกระจกหรืออุปกรณ์ที่แขวนอยู่ตามผนัง อุปกรณ์ที่อยู่บนชั้นหรือโต๊ะ รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่อาจหล่นลงมาหรือกระแทกทำ ให้ได้รับบาดเจ็บ เมื่อเกิดแผ่นดินไหว โดยให้ทำการยึดอุปกรณ์หรือเฟอร์นิเจอร์ติดกับผนัง หรือพื้นให้แน่น วางสิ่งของที่มีน้ำหนักมากบนชั้นที่อยู่ใกล้กับพื้น เป็นต้น
(2) ตรวจสอบสิ่งของเครื่องใช้ภายในครัว เช่น ตู้เย็น ถังก๊าซ เครื่องทำน้ำร้อน ที่อาจล้มคว่ำและทำให้เกิดอัคคีภัยได้ โดยให้ติดตั้งและ ยึดกับพื้นหรือผนังให้แน่น
(3) ตรวจสอบสิ่งของที่อยู่ภายในโรงรถ หรือห้องเก็บของที่อาจหล่นลงมาทำให้ได้รับการบาดเจ็บหรือเสียหาย รวมทั้งการหกหรือรั่วซึมของ วัตถุมีพิษ โดยให้เคลื่อนย้ายวัตถุที่ติดไฟหรือมีพิษ ไปอยู่บริเวณพื้นที่ต่ำ หรือสถานที่ซึ่งมีความปลอดภัย
(4) ใช้สายรัดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ไม่ให้ล่วงหล่นลงมา เสียหาย หรือทำให้ได้รับการบาดเจ็บ

4.1.2 แผนการตรียมความพร้อมกรณีเกิดเหตุแผ่นดินไหว

(1) บุคคลในครอบครัวทุกคนต้องตระหนักถึงอันตรายจากภัยแผ่นดินไหว และทราบถึงวิธีการปฏิบัติตนเมื่อเกิดแผ่นดินไหว
(2) บุคคลภายในครอบครัวทุกคนต้องทราบถึงวิธีการปิดระบบ ต่างๆ ภายในบ้าน ซึ่งอาจเป็นอันตราย เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบแก๊ส เป็นต้น
(3) กำหนดบริเวณที่สามารถหลบภัยภายในบ้านได้อย่างปลอดภัย เช่น บริเวณใต้โต๊ะ
(4) กำหนดจุดนัดพบของบุคคลในครอบครัวหากมีการอพยพ ออกจากบ้าน

4.1.3 จัดเตรียมชุดอุปกรณ์เครื่องใช้ที่จำเป็นเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว

(1) ชุดอุปกรณ์เครื่องใช้ส่วนบุคคล

• ยารักษาโรค กรณีที่มีโรคประจำตัว
• ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น และคู่มือการใช้งาน
• แว่นตาสำรอง ของใช้ส่วนตัว และรองเท้า
• น้ำดื่มบรรจุขวด
• นกหวีดสำหรับส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
• เงินพกติดตัว
• บัตรประชาชน
• รายชื่อบุคคลที่สามารถติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉิน
• อาหารว่างที่ให้พลังงานสูง
• ไฟฉาย

(2) ชุดอุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับครอบครัว

• น้ำดื่ม (อย่างน้อย 4 ลิตรต่อคนต่อวัน)
• ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น,ยารักษาโรค, ของใช้ส่วนตัว เช่น สบู่ ยาสีฟัน และกระดาษชำระ
• ไฟฉาย
• วิทยุชนิดใช้ถ่านไฟฉาย (พร้อมถ่านไฟฉายสำรอง)
• อาหารแห้ง หรือ อาหารกระป๋อง
• เสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้า ผ้าห่ม และเต็นท์
• ถุงพลาสติกสำหรับใส่ขยะ
• อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง
• สำเนาเอกสารที่สำคัญ เช่น ประกันภัย และ บัตรประจำตัวประชาชน เป็นต้น

4.1.4 ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารและการซ่อมแซม

(1) กรณีที่อาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยว บ้านแฝด หรือ ทาวเฮาส์

• ตรวจสอบว่าชั้นล่างเป็นชั้นเปิดโล่ง เช่น บ้านเรือนไทย ที่มีใต้ถุนสูงและเปิดโล่ง หรือบ้านที่มีช่องเปิดขนาดใหญ่ ซึ่งการเปิดโล่ง ดังกล่าวจะทำให้อาคารชั้นล่างไม่มีเสถียรภาพเมื่อเกิดการสั่นสะเทือน หากจำเป็นควรเสริมความมั่นคงแข็งแรง เช่น การใช้ค้ำยัน หรือตัวยึดโยง (Bracing) การก่อผนัง เป็นต้น
• เสริมความแข็งแรงของโครงหลังคา เช่น ใส่ค้ำยันหรือ ตัวยึดโยง ยึดระหว่างช่วงของโครงหลังคา เป็นต้น

(2) กรณีที่อาศัยอยู่ในอาคารสูง เช่น อาคารชุด หรืออาคารอยู่อาศัยรวม

• ให้สอบถามเจ้าของอาคาร ผู้บริหารอาคารชุด หรือ เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นผู้ออกใบอนุญาตการก่อสร้าง อาคารว่า อาคารที่อาศัยอยู่นั้นได้รับการออกแบบให้สามารถต้านทาน แผ่นดินไหวได้หรือไม่ หากพบว่าอาคารไม่ได้รับการออกแบบให้สามารถ ต้านทานแผ่นดินไหวได้ ควรปรึกษาวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้าง เพื่อดำเนินการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงต่อไป

4.2 ขณะเกิดแผ่นดินไหว

การป้องกันตนเองขณะเกิดเหตุแผ่นดินไหว

4.2.1 กรณีอยู่ภายในอาคาร

(1) ให้หลบเข้าไปอยู่ใต้โต๊ะเพื่อป้องกันสิ่งของตกใส่ศีรษะ กรณีที่ไม่มีสิ่งกำบังให้หมอบลงกับพื้นชิดกับผนังแล้วใช้ท่อนแขนป้องกันศีรษะ และคอ

(2) ให้หลีกเลี่ยงบริเวณผนังภายนอกของอาคาร หน้าต่าง วัตถุ ที่แขวนติดผนัง กระจก เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ตู้ใส่สิ่งของที่มีน้ำหนักมาก เป็นต้น
(3) หากอาคารมีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอ ไม่ควรออกไป ภายนอกอาคารจนกว่าการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวจะหยุดลง ขณะเกิดแผ่นดินไหวการอยู่ภายในอาคารและปฏิบัติตามข้อ (1) จะมีความปลอดภัยมากกว่าการที่จะรีบอพยพออกจากอาคาร เพราะอาจเกิดอันตรายและ ความชุลมุนในการอพยพได้
(4) เมื่ออยู่ในห้องนอนให้ใช้หมอนป้องกันศรีษะ ให้ระวังกระจกแตก ที่อยู่บนพื้นรวมทั้งสิ่งของที่อาจร่วงหล่นลงมาได้
(5) เมื่ออยู่ในอาคารสูงห้ามใช้ลิฟต์ให้ใช้บันได เพื่อออกสู่ภายนอกอาคาร

(6) ตั้งสติอย่าตกใจและให้ออกสู่ภายนอกอาคารด้วยความสงบ และเป็นระเบียบเมื่อแผ่นดินไหวหยุดลง

(7) เมื่ออยู่ที่สำนักงานให้ปฏิบัติตามแผนการปฏิบัติกรณี เกิดแผ่นดินไหว และให้อพยพไปยังจุดรวมพลเมื่อเห็นว่าปลอดภัย

(8) เมื่ออยู่ในโรงภาพยนตร์ ให้ก้มต่ำลงและใช้ท่อนแขน ป้องกันศีรษะ และอย่าออกไปข้างนอกจนกว่าการสั่นสะเทือนจะหยุด เมื่อ เดินออกจากอาคารให้ระวังสิ่งของที่อาจหล่นใส่ศีรษะ

4.2.2 กรณีอยู่ภายนอกอาคาร

(1) ให้อพยพไปยังสถานที่โล่ง หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้อาคาร สายไฟฟ้า ต้นไม้ และสิ่งที่เป็นอันตรายอื่นๆ

(2) เมื่ออยู่ใกล้อาคารสูง ให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้อปุกรณ์ตกแต่ง ภายนอกของอาคารและกระจก ซึ่งอาจร่วงหล่นจนเกิดอันตรายเมื่อมีแรง สั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว และให้อพยพไปยังสถานที่โล่ง

(3) ขณะขับรถ ให้หยุดรถจอดข้างถนนแล้วหลบภัยอยู่ในรถ หลีกเลี่ยงการขับผ่านสะพาน สายไฟฟ้า ป้าย ต้นไม้ ที่อาจล้มลงมาฟาดรถ

(4) เมื่ออยู่ในสนามกีฬา ให้อยู่กับที่นั่งและใช้ท่อนแขนป้องกัน ศีรษะ และอย่าออกไปข้างนอกจนกว่าการสั่นสะเทือนจะหยุด เมื่อเดิน ออกจากอาคารให้ระวังสิ่งของที่อาจหล่นใส่ศีรษะ

(5) เมื่ออยู่บริเวณที่ลาดเชิงเขา ให้ระวังหินหรือดินถล่ม

(6) เมื่ออยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล ให้ระวังภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ หลังจากเกิดแผ่นดินไหว โดยให้ฟังเสียงสัญญาณเตือนภัย หรือ เมื่อเห็นว่า ระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว ให้รีบอพยพไปยังที่สูง

4.3 หลังเกิดแผ่นดินไหว

4.3.1 ตรวจสอบการบาดเจ็บของตนเองและผู้อื่น หากพบว่ามี การบาดเจ็บให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อขอความช่วยเหลือ

4.3.2 ตรวจสอบความเสียหาย

(1) เมื่อพบว่ามีเพลิงไหม้ที่สามารถดับได้ด้วยตนเอง ให้รีบทำการดับเพลิงทันที หากเกิดเพลิงไหม้ที่ไม่สามารถดับได้ด้วยตนเองให้รีบแจ้ง เจ้าหน้าที่ดับเพลิง

(2) เมื่อพบว่ามีก๊าซรั่วให้ปิดวาล์วที่ถังก๊าซ

(3) เมื่อพบว่าสายไฟฟ้าชำรุด ให้ปิดระบบไฟฟ้าที่สวิตซ์ประธาน แล้วแจ้งช่างไฟฟ้าเพื่อดำเนินการซ่อมก่อนใช้งาน

(4) ห้ามสัมผัสสายไฟฟ้าที่ร่วงหล่นกับพื้นโดยปราศจากสิ่งป้องกัน เนื่องจากอาจมีกระแสไฟฟ้ารั่ว

(5) ให้อยู่ห่างจากผนังหรือโครงสร้างอาคารที่อาจได้รับความ เสียหายเนื่องจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว หากพบเห็นควรแจ้ง เจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญให้ดำเนินการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรง ของโครงสร้างและดำเนินการแก้ไข

5. หลักปฏิบัติสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เจ้าพนักงานท้องถิ่นในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวนอกจากจะต้อง ดำเนินการพิจารณาอนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารให้เป็นไปตาม กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารอย่างเคร่งครัดและถูกต้องตามข้อกำหนด ในกฎหมายแล้ว ยังต้องจัดเตรียมความพร้อมในการรับมือกับผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวให้ได้ โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองมีข้อ เสนอแนะดังต่อไปนี้

(1) สำรวจอาคารสาธารณะ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน ศาลาประชาคม เป็นต้น ในพื้นที่ความรับผิดชอบหลังใด ได้รับการออกแบบ ให้สามารถต้านทานแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว แล้วทำการประเมินว่า อาคารเหล่านั้น หลังใดที่เหมาะสมที่จะใช้เป็นอาคารบรรเทาภัยหลังเกิด แผ่นดินไหว และปิดประกาศหรือแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ทราบ

(2) จัดเตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิตพื้นฐาน เช่น พลั่ว จอบ ค้อน คีม เป็นต้น โดยอย่างน้อยให้จัดเตรียมอุปกรณ์ดังกล่าวไว้ในอาคารบรรเทาภัย และในสำนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ตัวอย่างอุปกรณ์ช่วยชีวิตพื้นฐานที่ควรจัดเตรียมให้พร้อมใช้งานในอาคารบรรเทาภัย

(3) จัดเตรียมเครื่องปฐมพยาบาลและสิ่งอำนวยความสะดวก พื้นฐานในปริมาณที่เหมาะสม และพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา

(4) เผยแพร่ความรู้และประชาสัมพันธ์หลักปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดแผ่นดินไหวให้ประชาชนในพื้นที่ทราบอย่างทั่วถึง

ตัวอย่างเครื่องปฐมพยาบาลและสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา

6. การตรวจสอบว่าบ้านเรือนของท่านมีความเสี่ยงต่อภัย แผ่นดินไหวหรือไม่

การตรวจสอบว่าบ้านเรือนของท่านมีความเสี่ยงต่อภัยแผ่นดินไหว มากน้อยหรือไม่ สามารถพิจารณาได้จากรายละเอียด ดังต่อไปนี้

(1) บ้านเรือนของท่านตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวใช่หรือไม่

พื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว ได้แก่ พื้นที่บริเวณใกล้แนว รอยเลื่อนมีพลังตามแผนที่กรมทรัพยากรธรณี หรือตั้งอยู่บนดินฐานราก ที่เป็นดินเหนียวอ่อน หากมีปัญหาสงสัยท่านสามารถสอบถามองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ของท่านได้

(2) บ้านเรือนของท่านตั้งอยู่ในบริเวณที่เสี่ยงต่อความเสียหายในรูปแบบต่างๆ ใช่หรือไม่

ที่ตั้งของบ้านเรือนที่เสี่ยงต่อความเสียหายในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การก่อสร้างในบริเวณเชิงลาด การก่อสร้างในบริเวณใกล้แนว รอยเลื่อน หรือการก่อสร้างใกล้ต้นไม้ใหญ่

(ก) ความเสียหายของอาคารจากการก่อสร้างบนเนินบริเวณเหนือเชิงลาด

(ข) ความเสียหายของอาคารจากการก่อสร้างบริเวณปลายเชิงลาด

ตำแหน่งที่ตั้งอาคารที่เสี่ยงต่อการวิบัติในรูปแบบต่างๆ

(ที่มา : เอกสารอ้างอิงหมายเลข 4 ) 

(ค) ความเสียหายของอาคารจากการก่อสร้างบริเวณใกล้รอยเลื่อน

(ง) ความเสียหายของอาคารจากการก่อสร้างใกล้ต้นไม้ใหญ่

ตำแหน่งที่ตั้งอาคารที่เสี่ยงต่อการวิบัติในรูปแบบต่างๆ

(ที่มา : เอกสารอ้างอิงหมายเลข 4)

(3) โครงสร้างบ้านเรือนของท่านมีการเสื่อมสภาพหรือความ เสียหายเกิดขึ้นใช่หรือไม่

ท่านควรตรวจสภาพโครงสร้างบ้านเรือนของท่านว่า มีการ เสื่อมสภาพหรือความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่ เช่น คอนกรีตของส่วนโครงสร้าง มีการกะเทาะร่อน เหล็กเสริมเป็นสนิม หรือโครงหลังคาไม้ชำรุดผุเปื่อย เนื่องจากการเสื่อมสภาพหรือความเสียหายของโครงสร้างทำให้ความมั่นคง แข็งแรงของบ้านลดลง หากท่านพบว่าโครงสร้างมีความเสียหาย ให้ทำการซ่อมแซมจนอยู่ในสภาพที่แข็งแรง

(4) ข้อต่อของส่วนต่างๆ ของบ้านเรือนของท่านมีความไม่มั่นคง แข็งแรงใช่หรือไม่

หากพบว่าข้อต่อของส่วนต่างๆ ของบ้านเรือน เช่น ข้อต่อ ระหว่างตงและคาน ข้อต่อระหว่างเสาและคาน มีการเสื่อมสภาพหรือ ไม่แข็งแรง ให้ทำการแก้ไขหรือซ่อมแซมจนอยู่ในสภาพที่แข็งแรง

(5) รูปทรงและลักษณะของอาคารมีความไม่สม่ำเสมอใช่หรือไม่

อาคารที่มีรูปทรงในแนวราบและแนวดิ่งไม่สม่ำเสมอ เช่น อาคารที่มีมุมหัก หรือการเปลี่ยนแปลงขนาดของระบบโครงสร้างอย่าง กะทันหัน ซึ่งรูปทรงดังกล่าวเป็นรูปทรงที่มีความเสี่ยงว่าจะเกิดแรงกระทำที่บริเวณมีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงอย่างรุนแรง จนทำให้อาคารได้รับความ เสียหาย

ตัวอย่างอาคารที่มีลักษณะรูปทรงไม่สม่ำเสมอ

ผังอาคารที่เหมาะสมสำหรับการก่อสร้างอาคารในบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว

ผังอาคารที่ไม่เหมาะสมสำหรับการก่อสร้างอาคารในบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว

(6) ฐานรากของบ้านท่านเป็นฐานรากที่ไม่มีการเสริมเหล็ก ใช่หรือไม่

ฐานรากคอนกรีต ฐานรากหิน ฐานรากก่ออิฐ ที่ไม่มีการ เสริมเหล็กเป็นฐานรากที่ถือว่ามีความไม่มั่นคงแข็งแรงต่อการสั่นสะเทือน จากแผ่นดินไหว

(7) ช่องเปิดของบ้านท่านมีลักษณะเป็นช่องเปิดที่ไม่เหมาะสม ใช่หรือไม่

ขนาดและตำแหน่งของช่องเปิดที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้โครงสร้างมีพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา เช่น การเกิดพฤติกรรมของเสาสั้น หรืออาคารมีการเคลื่อนตัวมากเกินไป

รูปที่ 1 ขนาดและตำแหน่งของช่องเปิดที่เหมาะสม
รูปที่ 2, 3 และ 4 ขนาดและตำแหน่งของช่องเปิดที่ไม่เหมาะสม
(ที่มา : เอกสารอ้างอิงหมายเลข 4)

(8) ระบบโครงสร้างของบ้านไม่มีการยึดโยงที่เหมาะสม ใช่หรือไม่ 

 ระบบโครงสร้างจะต้องมีความแข็งแรง เมื่อเกิดการสั่นสะเทือน จากแผ่นดินไหว ส่วนต่างๆ ของโครงสร้างจะต้องสามารถโยกตัวไปพร้อมๆ กันทั้งหลังได้ ข้อต่อหรือส่วนต่อของแต่ละส่วนต้องมีความมั่นคงแข็งแรง ตลอดจนมีการยึดโยง (Bracing) ที่เหมาะสม เพื่อให้บ้านมีเสถียรภาพ ภายใต้การโยกตัวเมื่อเกิดการสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว

ตัวอย่างการยึดโยงเพื่อให้โครงหลังคามีเสถียรภาพในการต้านทานแรงสั่นสะเทือน

หากพบว่าบ้านของท่านเป็นไปตามรายละเอียดความเสี่ยงต่อภัยแผ่นดินไหว ข้างต้น แสดงว่าบ้านของท่านอาจมีปัญหาต่อการต้านทานแรงสั่นสะเทือน จากแผ่นดินไหว ซึ่งความเสี่ยงภัยมีเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับว่าบ้านของท่าน มีความเสี่ยงตามหลักเกณฑ์ใดและมากน้อยขนาดไหน หากท่านต้องการ ปรับปรุงบ้านของท่านให้มีความมั่นคงแข็งแรงสามารถต้านทานแรงสั่นสะเทือน จากแผ่นดินไหวได้ ก็ควรปรึกษาวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ โครงสร้างต่อไป

ท่านสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการก่อสร้าง อาคารในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวได้จาก “คู่มือปฏิบัติเพื่อ ความปลอดภัยและการก่อสร้างอาคารในพื้นที่เสี่ยงภัย แผ่นดินไหวฉบับวิศวกร” หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่

ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาคาร
สำนักควบคุมและตรวจสอบอาคาร
กรมโยธาธิการและผังเมือง
เบอร์โทรศัพท์ 0-2299-4321

ปรากฏการณ์ล่วงหน้า (Precursory phenomena) อาจเป็นสิ่งเตือนภัย หรือลางบอกเหตุสัญญาณให้รู้ว่า อีกไม่นานจะมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น ในอเมริกา รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น ต่างให้ความสนใจ พยายามค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับปรากฏการบางอย่างกันมาก ได้แก่

  1. พื้นดินเกิดการยกตัวขึ้นมาอย่างผิดปกติ
  2. ค่าความเข้มสนามแม่เหล็กโลกเปลี่ยนแปลงไป
  3. สภาพการนำไฟฟ้าของหินเปลี่ยนแปลง
  4. เกิดแผ่นดินไหวเล็กๆ เกิดขึ้นเป็นการเตือนภัยก่อน
  5. มีปริมาณก๊าชเรดอนในบ่อน้ำสูงกว่าปกติ

สัญชาตญาณของสัตว์

จากการศึกษาวิจัยของผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวพบว่า หากสัตว์ป่ามีพฤติกรรมผิดไปจากปกติ มักจะเกี่ยวข้องกับการเกิดภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ทั้งนี้เพราะสัตว์มีความสามารถรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดแผ่นดินไหว เป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งในการเอาชีวิตรอด

พฤติกรรมผิดปกติของนก

นกมีความรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะนกพิราบป่าจะไวเป็นพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวประเทศจีนพบว่า ขณะเกิดแผ่นดินไหวแรงสั่นสะเทือน 3 ริกเตอร์ขึ้นไป ฝูงนกพิราบป่าที่อยู่ภายในรัศมี 50 กม. จากศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะล่วงรู้ล่วงหน้า และบินหนีไปภายใน 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ กาและนกเลี้ยงบางชนิด เช่น นกแก้ว ก็มีความรู้สึกไวต่อการเกิดแผ่นดินไหวเช่นกัน

พฤติกรรมผิดปกติของปลา

  • ปลาน้ำเค็ม เมื่อ ค.ศ. 1995 ก่อนเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โกเบ ชาวประมงจับปลาได้ปลาได้มากกว่าปกติ และมีปลาจากทะเลลึกว่ายเข้ามาในเขตน้ำตื้นด้วย
  • ปลาน้ำจืด ปลาน้ำจืดในแม่น้ำหรือทะเลสาบที่มีความรู้สึกไวต่อการเกิดแผ่นดินไหวหรือปลาคาร์ป ก่อนเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง เคยมีคนเห็นปลาคาร์ปจำนวนมากกระโดดขึ้นมาบนผิวน้ำเหมือนตกใจหนีอะไรบางอย่าง

พฤติกรรมผิดปกติของสัตว์เลื้อยคลาน

ผลการวิจัยพบว่า สัตว์ที่รู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดแผ่นดินไหวก่อนใครคืองู ทั้งนี้เพราะงูจำศีลอยู่ในโพรงใต้ดิน (งูในประเทศเขตหนาว) จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ง่ายเมื่อมีการสั่นสะเทือนของเปลือกโลก มีก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มีการเปลี่ยนแปลงของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ฯลฯ และจะหลบภัยด้วยการเลื้อยขึ้นมาบนดินแม้จะเป็นช่วงฤดูหนาวก็ตาม

ตัวอย่างเช่นเมื่อ ค.ศ. 1855 ก่อนเกิดแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นหนึ่งวัน พบฝูงงูเลื้อยขึ้นมาบนดินหลายตัว เมื่อ ค.ศ. 1977 ตอนเกิดแผ่นดินไหวที่โรมาเนีย ก็มีฝูงงูเลื้อยขึ้นมาแข็งตายบนดิน เมื่อ ค.ศ. 1976 หนึ่งวันก่อนเกิดแผ่นดินไหวที่เมืองถังซานประเทศจีน ก็มีฝูงงูจำนวนมากเข้าไปหลบอยู่ในซอกหิน

พฤติกรรมผิดปกติของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

กบก็แสดงพฤติกรรมผิดปกติเช่นเดียวกับงู เมื่อ ค.ศ. 1976 ไม่กี่ชั่งโมงก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่เมืองถังซานในประเทศจีน มีคนเห็นฝูงกบนับพันนับหมื่นตัวพากันอพยพ

พฤติกรรมผิดปกติของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

สุนัข ตอนที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โกเบ มีรายงานว่าสุนัขจะแสดงพฤติกรรมแปลกๆ มากที่สุด สุนัขเป็นสัตว์ที่ใกล้ชิดกับคน จึงสังเกตความผิดปกติจากสุนัขได้ง่าย และพบว่าก่อนเกิดแผ่นดินไหว สุนัขจะมีอาการตื่นตระหนก วิ่งไปวิ่งมา บางตัวก้าวร้าวขึ้น ส่วนบางตัวก็เห่าและหอน

แมว ก่อนเกิดแผ่นดินไหว แมวส่วนใหญ่จะหาที่หลบ ญี่ปุ่นมีคำโบราณกล่าวไว้ว่า "ก่อนแผ่นดินไหว แมวจะปีนขึ้นต้นไม้สูง" และมีคนเห็นเช่นนี้จริงๆ ก่อนเกิดแผ่นไหว แมวบางตัวแสดงอาการงุ่นง่าน วิ่งไปมา และส่งเสียงร้องอย่างกระวนกระวาย

หนู เมื่อ ค.ศ. 1923 ก่อนเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่คันโต หนูพากันหลบหนีไปหมด และตอนเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โกเบ ก็พบปรากฏการณ์หนูพากันหลบหนีเช่นกัน นอกจากนี้ยังพบว่าก่อนเกิดแผ่นดินไหวจะมีหนูติดกับดักเพิ่มขึ้น และหนูบางตัววิ่งพล่านไปทั่ว

การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำใต้ดิน

นับแต่โบราณ ชาวจีนค้นคว้าหาความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดแผ่นดินไหวกับระดับน้ำใต้ดิน และนำมาใช้ในการคาดการณ์การเกิดแผ่นดินไหว ตั้งแต่ ค.ศ. 1981-1985 มีรายงานความผิดปกติของระดับน้ำใต้ดินหลายครั้ง เป็นการลดลง 27 ครั้ง เพิ่มลดสลับกัน 3 ครั้ง น้ำใต้ดินเกิดคลื่น 3 ครั้ง และระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ 12 ครั้ง

ค.ศ. 1975 มีการคาดการณ์แผ่นดินไหวที่ชายฝั่งทะเลของประเทศจีนเป็นครั้งแรกของโลก จากผลการศึกษาวิจัยพบว่า ก่อนเกิดแผ่นดินไหวที่มีความสั่นสะเทือน 7 ริกเตอร์ขึ้นไป บางครั้งระดับน้ำใต้ดินที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติล่วงหน้าเป็นปี ๆ แต่หากแผ่นดินไหวที่มีความสั่นสะเทือนต่ำกว่า 6 ริกเตอร์ การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำใต้ดินครั้งแรกเกิดขึ้นราวสองสามเดือนก่อนแผ่นดินไหว

ความสั่นสะเทือนที่ใต้ดิน

ลางบอกเหตุแผ่นดินไหวที่พิเศษที่สุดคือเสียงสั่นสะเทือนที่ใต้ดิน เท่าที่ค้นพบในเวลานี้มีบันทึกเกี่ยวกับเสี่ยงสั่นสะเทือนจากใต้ดินในสมัยราชวงศ์เว่ย เมื่อ 1,500 ปีก่อนแล้ว ซึ่งบันทึกไว้ว่า ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 464 เกิดแผ่นดินไหวที่บริเวณเมืองเยียนเหมินฉี (มณฑลชานซีในปัจจุบัน) ก่อนเกิดแผ่นดินไหวมีเสียงสั่นสะเทือนจากใต้ดินดังครืนๆ เหมือนฟ้าร้องพอสงบลงก็เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง และในปี ค.ศ 1967 หลังเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงที่เมืองถังซาน ได้มีการสอบถามผู้คนที่อาศัยอยู่ในรัศมี 1,000 กิโลเมตรจากศูนย์กลางของแผ่นดินไหว พบว่า 95 % ได้ยินเสียงดังครืนๆ อย่างชัดเจน

ชนิดของเสียงสั่นสะเทือนที่ใต้ดิน

เสียงสั่นสะเทือนที่พื้นดินที่เป็นลางบอกเหตุแผ่นดินไหวมีมากหลายแบบ จากผลการวิจัยแบ่งได้เป็น 6 แบบคือ

  1. เสียงฟ้อง : เป็นเสียงที่พบบ่อยที่สุด มักจะดังขึ้นก่อนเกิดแผ่นดินไหว
  2. เสียงพายุ: ดังเหมือนพายุพัด คล้ายเสียงร้องของช้างพลาย
  3. เสียงระเบิด: ดังตูมตามเหมือนเสียงระเบิดขนาดใหญ่
  4. เสียงเครื่องยนต์: ดังเหมือนเสียงรถยนต์ รถไถ รถรางไฟฟ้า หรือเครื่องบิน
  5. เสียงเลื่อยไม้: ตอนเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่เมืองถังซาน มีคนจำนวนไม่น้อยได้ยินเสียสั่นสะเทือนที่ใต้ดินที่ดังเหมือนเสียงระเบิดและเสียงเลื่อยไม้
  6. เสียงฉีกผ้า: เสียงนี้มักได้ยินที่ทะเลมากกว่าบนบก

ท้องฟ้าก็บอกเหตุแผ่นดินไหว

ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า ท้องฟ้าก็บอกเหตุแผ่นดินไหว โดยก่อนแผ่นดินไหวรุนแรง ท้องฟ้าจะมี ปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ เช่น มีเมฆรูปร่างประหลาด เกิดประกายแสง มีรุ้งกินน้ำ เป็นต้น แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือมี "เมฆแผ่นดินไหว" (Earthquake Clouds)

โมเดลของการเกิดเมฆแผ่นดินไหว

หลักการของการเกิด "เมฆแผ่นดินไหว" นั้น Zhonghao Shou (Earthquake Prediction Center, New York, USA) อธิบายไว้ว่า ในบริเวณที่มีแนวรอยเลื่อนมีพลัง เมื่อหินถูกแรงเค้นจากภายนอกเข้ากระทำ ทำให้หินบริเวณนั้นแตกร้าวบางส่วน เป็นรอยเลื่อนในชั้นหิน และเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กทันที (ก่อแผ่นดินไหวใหญ่จะตามมา) แอ่งน้ำร้อนที่สะสมตัวใต้ดิน/หิน (Hydrothermal) จะกลายเป็นไอที่มีอุณหภูมิร้อน และความดันสูง ไหลพุ่งขึ้นมาตามรอยเลื่อนนี้ ระเหยขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบน ขณะที่บรรยากาศโดยรอบมีอุณหภูมิเย็น จะก่อให้เกิด เมฆแผ่นดินไหว ปรากฏเหนือและ ขนานยาวตามแนวรอยเลื่อนนั้นๆ

รูป 1 (08/01/2537 NW) รูป 2 (13/02/2537 NE) รูป 3 (31/08/2537 NW)
รูป 4(18/10/2537 NE) รูป 5 (15/11/2537 NW) รูป 6 (22/07/2539 NE)

ภาพถ่ายลักษณะต่างๆ ของเมฆแผ่นดินไหว ที่ไม่สามารถอธิบายด้วยวิชาอุตุนิยมวิทยา ถูกบันทึกภาพโดย Zhonghao Shou ในพื้นที่ของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา (ใต้รูปภาพบอก วัน/เดือน/ปี พ.ศ. ที่ถ่ายภาพ และทิศทางที่มอง)

รูป 1 เมฆรูปเส้นตรง (Line-shaped cloud) พบบริเวณเมือง Pasadena ในวันที่ 8 มกราคม 2537 ที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขนาด 6.7 ริกเตอร์ ของวันที่ 17 มกราคม 2537 (Northridge earthquake, ศูนย์กลางแผ่นดินไหว 34.21N, 118.53W)

รูป 2 เมฆรูปคลื่น (Wave-shaped cloud) ที่บันทึกภาพได้วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2537 ก่อนเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.3 ริกเตอร์ ของวันที่ 20 มีนาคม 2537 (Northridge earthquake)

รูป 3 เมฆรูปเส้นตรง ที่ถูกถ่ายภาพไว้ได้วันที่ 31 สิงหาคม 2537 ก่อนเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.1 ริกเตอร์ ของวันที่ 1 กันยายน 2537 บริเวณนอกชายฝั่งทะเลตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา (ศูนย์กลางแผ่นดินไหว 40.40N, 125.68W)

รูป 4 เมฆรูปขนนก (Feather-shaped cloud) ) ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าในวันที่ 18 ตุลาคม 2537 ก่อนเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 ริกเตอร์ ของวันที่ 27 ตุลาคม 2537 บริเวณนอกชายฝั่งทะเลของรัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา (ศูนย์กลางแผ่นดินไหว 43.51N, 127.42W)

รูป 5 เมฆรูปตะเกรียง (Lantern-shaped cloud) ถูกบันทึกภาพได้เหนือท้องฟ้าเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2537 ก่อนเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8 ริกเตอร์ ของวันทื่ 19 กุมภาพันธ์ 2538 บริเวณนอกชายฝั่งทะเลตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา (ศูนย์กลางแผ่นดินไหว 40.55N, 125.53W)

รูป 6 เมฆรูปรัศมี (Radiation-pattern-shape cloud) ที่ถูกถ่ายภาพไว้ได้วันที่ 22 กรกฎาคม 2539 ก่อนเกิดแผ่นดินไหวขนาด 4.4 ริกเตอร์ ของวันที่ 14 สิงหาคม 2539 บริเวณเมือง Joshua Tree (ศูนย์กลางแผ่นดินไหว 34.59N, 116.28W)

ภาพดาวเทียมของ University College London ได้บันทึกไว้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2541 เวลา 7:32 ปรากฏ เมฆแผ่นดินไหวรูปตะแกรง เหนือ ประเทศอัฟกานิสถาน ก่อนเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.1 ริกเตอร์ ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2541 ภาพดาวเทียมที่บันทึกไว้เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2542 ปรากฎ เมฆแผ่นดินไหวรูปขนนก เหนือพื้นที่ตอนกลางประเทศเม็กซิโก ก่อนเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.7 ริกเตอร์ ในวันที่ 15 มิถุนายน 2542

 

ที่มาบทความและรูปภาพ : กรมทรัพยากรธรณี

ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับเรื่อง
แผนดินไหวและการออกแบบโครงสราง
เพื่อปองกันแผนดินไหว

กลมงานวิเคราะห์วิจัยและพัฒนา
สำนักควบคุมการก่อสร้าง
กรมโยธาธิการและผังเมือง
กุมภาพันธ  2547

1. บทนํา

แผนดินไหวเปนภัยพิบัติทางธรรมชาติประเภทหนึ่งที่ยังคงเปนภัยร้ายยแรงสําหรับมนุษย สําหรับในกรณีของประเทศไทยนั้น แม้วาในอดีตจะยังไมเคยได รับผลกระทบอยางร้ายแรงจากภัยแผนดินไหว แตในปจจุบันนั้นสภาพแวดลอมตาง ๆ ไดเปลี่ยนแปลงไปอยางมากและ รวดเร็ว อัตราการพัฒนาของประเทศเติบโตในอัตราที่สูง สิ่งกอสรางและอาคารสูงเพิ่มขึ้นและ ขยายตัวอยางรวดเร็ว โดยเฉพาะอยางยิ่งในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ ๆ โอกาสที่จะ เปนอันตรายจากการสั่นสะเทือนของแผนดินไหวที่เกิดจากศูนญกลางทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวดังกลาว จึงมีความจําเปนอยางยิ่งที่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง จะเกิดแผนดินไหวจะต้องออกแบบอาคารใหสามารถรับแรงจากแผนดินไหวได

2. สาเหตุของการเกิดแผนดินไหว

สาเหตุของการเกิดแผนดินไหวมีหลายทฤษฎี แตที่สําคัญ มี 2 ทฤษฎี คือ

1. ทฤษฎีการยืด - หด ( The elastic – rebound theory ) ตั้งขึ้นโดยนักธรณีวิทยา ชาวอเมริกันชื่อ เอช. เอฟ. เรอิด ( H.F.Reid ) เมื่อป พ.ศ. 2453 หลังจากที่เขาไดศึกษาการเกิด แผนดินไหวที่แคลิฟฟอเนียรเมื่อป พ.ศ. 2449 อธิบายวา พลังงานที่ทําให เกิดแผนดินไหวเกิด จากพลังงานความเครียด เนื่องจากการยืดหยุนของหินซึ่งเปลี่ยนรูปอยางช้า ๆ คือหินบริเวณรอย เลื่อน ( fault ) จะสะสมความเครียด ( Strain ) เอาไว เรื่อย ๆ เนื่องจากการเปลี่ยนรูปรางจนมาก ถึงขีดจํากัดของความยืดหยุนของมันก็จะหักโดยทันทีและพลังงานจากการยืดหยุนที่สะสมอยูจํานวนมากก็จะทําให เกิดคลื่นแผนดินไหวขึ้น หินสวนนั้นก็จะคืนกลับสูรูปเดิมแตได เลื่อนไป จากตําแหนงเดิม

2. ทฤษฎีแผนเปลือกโลกเลื่อน ( The plate tectonic theory ) โดยอัลเฟรด เวก เนอร ( Alfred Wegener ) นักวิทยาศาสตรชาวเยอรมันได ตั้งสมมติฐานวา เมื่อ 200 ล้านปแล้ว ทวีปตาง ๆ เคยอยูรวมชิดติดกันโดยดูจากลักษณะตามโคงเว้าของแตละทวีป ซึ่งหากนํามาประกบ กันจะรวมติดกันเปนชิ้นเดียวได นักวิทยาศาสตรสมัยนั้นไมเชื่อในทฤษฎีนี้นักเพราะตางก็ค้านวา คงไมมีแรงอันมหาศาลขนาดใดที่จะสามารถเคลื่อนแผนทวีปเหลานี้ออกจากกันไดและปรากฎใหเห็นเชนปจจุบันวาอยูหางไกลกันนับพันกิโลเมตร ตอมาอีกหลายสิบปไดมีการรวบรวมหลักฐานทางด้านธรณีวิทยา และการพิสูจนด้วยทิศทางของแมเหล็กโลกในอดีต ผลปรากฎวาทฤษฎีของ เวกเนอรมีเหตุผลตามหลักฐานใกล เคียงความจริงมากที่สุด และปจจุบันเปนที่ยอมรับกันโดยทั่วไป การเกิดแผนดินไหวก็เปนผลมาจากการเกิดพื้นมหาสมุทรใหมและคอย ๆ ดันแผนพื้นทวีป ใหหางจากกันโดยใชเวลานับล้าน ๆ ปจึงสามารถทําใหทวีปแยกตัวจากกันได พลังงานที่เกิดจากการกดดันนี้จะถูกปลดปลอยมาในรูปของการสั่นไหวตามแนวรอยตอของแผนเปลือกโลกที่เปนพื้นมหาสมุทรชนกับขอบของแผนเปลือกโลกที่เปนทวีป

3. ผลกระทบจากแผนดินไหว

เมื่อเกิดแผนดินไหวขึ้น ผลกระทบของอาการสั่นสะเทือนจะทําให เกิดการเปลี่ยน แปลงและทําใหเกิดบางสิ่งบางอยางบนผิวพื้นโลก เชน

  1. การเคลื่อนที่ของแผนดิน ( Ground Motion )
  2. การตอบสนองของแผ่นดินต่อการสั่นสะเทือน (Ground response to shaking )
  3. การยุบตัวของแผนดิน ( Subsidence )
  4. แผนดินถลม ( Ground failure )
  5. แผนดินเลื่อน ( Landslide )
  6. การขยายตัวของหิน ( Rock dilatancy )
  7. คลื่นใตทะเล ( Seismic sea wave ) หรือ Tsunami

4. การแบงชนิดของแผนดินไหว

4.1 การแบงชนิดของแผนดินไหวตามลักษณะการเกิด มี 4 แบบ คือ

1. TECTONIC EARGHQUAKE เกิดจากการปลอยพลังงานภายใตพิภพ ( ทฤษฎีแผนเปลือกโลกเลื่อน )
2. COLLAPSE EARGHQUAKE เกิดจากการพังทลายของถํ้า เหมือง แผน ดิน เลื่อน แผนดินถลม
3. VOLCANIC EARTHQUAKE เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ
4. EXPLOSION เกิดจากการระเบิดโดยการกระทำของมนุษย์

4.2 การแบงชนิดของแผนดินไหวตามความลึก มี 3 ระดับ คือ

1. SHALLOW EARTHQUAKE คือแผนดินไหวซึ่งเกิดที่ความลึก ระหวาง 0 - 70 กิโลเมตร
2. INTERMEDIAT คือ แผนดินไหวซึ่งเกิดที่ความลึก ระหวาง 70 – 300 กิโลเมตร
3. DEEP EARTHQUAKE คือแผนดินไหวซึ่งเกิดที่ความลึก ระหวาง 300 – 700 กิโลเมตร

4.3 การแบงชนิดของแผนดินไหวตามขนาด ( MAGNITUDE) แบงเป น 5 ขนาด คือ

1. MICRO EARTHQUAKE ขนาดเล็กมากมีขนาดน้อยกวา หรือระหวาง 2.0 - 3.4 ริคเตอร
2. SMALL EARTHQUAKE ขนาดเล็กมีขนาด ระหวาง 3.5 - 4.8 ริคเตอร
3. MINOR OR MODERATE ขนาดปานกลางมีขนาด ระหวา่ง 4.9 – 6.1 ริคเตอร์ 
4. MAJOR EARTHQUAKE ขนาดใหญมีขนาด ระหวาง 6.2 - 7.3 ริคเตอร
5. GREAT EARTHQUAKE ขนาดใหญมากมีขนาด ตั้งแต 7.4 ริคเตอร

4.4 การแบงชนิดของแผนดินไหวตามระยะทาง มี 3 ระยะคือ

1. LOCAL EARTHQUAKE คือแผนดินไหวซึ่งเกิดหางจาก สถานีตรวจวัดน้อยกวา 100 กม.
2. DISTANT EARTHQUAKE คือ แผนดินไหวซึ่งเกิดหางจากสถานีตรวจวัด ระหวาง 100 – 1000 กม.
3. TELESEIS คือ แผนดินไหวซึ่งเกิดหางจากสถานีตรวจวัดตั้งแต 1000 กม. ขึ้นไป

5. มาตราในการวัดแผนดินไหว

มาตราในการวัดแผนดินไหวแบงการวัดออกเป็น 2 ประเภท คือ

5.1 มาตราวัดขนาด ( Magnitude )

เปนคาของพลังงานที่แผนดินไหวปลดปลอยออกมาในแตละครั้ง ผูเสนอแนวความคิดเรื่องขนาดของแผนดินไหวคนแรกคือ“ริคเตอร”(C.F.Richter ) ชาวอเมริกัน เมื่อ พ.ศ. 2473 เราจึงนิยมเรียกว่า“ ขนาดแผนดินไหวตามมาตราริคเตอร ิ  ” ขนาดมีหลายมาตราได้แก่

มาตราทองถิ่น ( Local Magnitude : ML ) ใชแสดงขนาดของแผนดินไหวในท้องถิ่นที่มีระยะทางไมเกิน 10 องศา ละติจูด ( 1200 กิโลเมตร )

มาตราคลื่นหลัก ( Body-wave Magnitude: MB ) ใชแสดงขนาดของแผนดินไหวที่คํานวณจากคลื่นหลัก ( คลื่นแรก ) โดยทั่วไปใช กับแผนดินไหวไกลที่มีระยะทางมากกวา 1200 กม.

มาตราคลื่นผิวพื้น ( Surface – wave Magnitude : MS ) ใชแสดงขนาดของแผนดินไหวที่คํานวณจากคลื่นผิวพื้น ( คลื่นเลิฟหรือคลื่นเรยเลห ) โดยทั่วไปใชกับแผนดินไหวไกลที่มีความลึกไมเกิน 50 กิโลเมตร

มาตราขนาดโมเมนต ( Moment magnitude : Mw) แสดงถึงปริมาณพลังงานของคลื่นแผนดินไหวไดดีกวาขนาดอื่น สามารถวิเคราะหไดจาก โมเมนตแผนดินไหว ( Mo. Seismic Moment ) โดยที่ Mo สามารถคํานวณไดหลายวิธี เชน จากการวิเคราะหคลื่นแผนดินไหว ซึ่งคอนข้างซับซ้อนหรือจากการสํารวจทางธรณีวิทยา เพื่อหาผลคูณของการขจัดของรอยเลื่อน เมื่อเกิดแผนดินไหว ( Fault displacement ) และปริมาณพื้นที่ของรอยเลื่อน ( Fault surface area ) สวนใหญขนาดของ Mw ใชสําหรับกรณีแผนดินไหวไกล ที่มีขนาดใหญ

ซึ่งขนาดของ ML MB และ MS สามารถนํามาเปรียบเทียบกันไดโดยสูตร คํานวณซึ่ง Gutenberg และ Richter เสนอไวในป ค.ศ. 1956 ดังนี้

MS – MB = 0.4 ( MS – 7 )
MS – ML = 0.32 ( ML – 6.6 )
ML – MB = 0.4 ( MB – 6 )
MS – ML = 0.47 ( MS – 6.7 )

5.2 มาตราวัดความรุนแรง ( Intensity )

วัดจากความรูสึกของคนและสัตวหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับอาคารสิ่งกอสรางสภาพภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปเนื่องจากแผนดินไหวโดยเทียบหาอันดับความรุนแรงไดจากตารางสำเร็จที่บอกรายละเอียดของผลกระทบไวเรียบร้อยแล้ว ความรุนแรงมีหลายมาตรา ไดแก

มาตรา รอสซี - ฟอเรล (Rossi - Forel:Rf Scale) แบงออกเปน 10 อันดับ
มาตรา เจเอ็มเอ ( Japan Meteorological Agency : JMA Scale ) แบงออกเป็น 8 อันดับ ( 0 - 7 )

มาตราเมอรแคลลีที่ปรับปรุงแล้ว ( Modified Mercalli : MM Scale ) แบงออก เปน 12 อันดับ ( I – XII ) ตั้งแตอันดับ I เปนแผนดินไหวที่ไมสามารถรูสึกได นอกจากตรวจวัดได้ด้วยเครื่องตรวจแผนดินไหวเทานั้น ไปจนถึงอันดับ XII เปนแผนดินไหวที่ทําลายทุกสิ่งทุกอยาง สําหรับประเทศไทยใช้มาตราวัดอันดับความรุนแรงตามมาตราเมอรแคลลี

มาตราวัดอันดับความรุนแรงของความสั่นสะเทือนโดยเมอร์แคลลี่ ( ปรับปรุงใหม่ ) Modified Mercalli Scale of 1931 Adapted from Seiberg’ s Mercalli – Cancani scale,modified and condensed )

อันดับที่ ลักษณะความรุนแรงโดยเปรียบเทียบ
I เป็นอันดับที่อ่อนมาก ตรวจวัดโดยเครื่องมือ
II พอรู้สึกได้สำ หรับผู้ที่อยู่นิ่ง ๆ ในอาคารสูง ๆ
III พอรู้สึกได้สำ หรับผู้อยู่ในบ้าน แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้สึก
IV ผู้อยู่ในบ้านรู้สึกว่าของในบ้านสั่นไหว
V รู้สึกเกือบทุกคน ของในบ้านเริ่มแกว่งไกว
VI รู้สึกได้กับทุกคนของหนักในบ้านเริ่มเคลื่อนไหว
VII ทุกคนต่างตกใจ สิ่งก่อสร้างเริ่มปรากฏความเสียหาย
VIII เสียหายค่อนข้างมากในอาคารธรรมดา
IX สิ่งก่อสร้างที่ออกแบบไว้อย่างดี เสียหายมาก
X อาคารพัง รางรถไฟบิดงอ
XI อาคารสิ่งก่อสร้างพังทลายเกือบทั้งหมด ผิวโลกปูดนูนและเลื่อน
เป็นคลื่นพื้นดินอ่อน
XII ทำ ลายหมดทุกอย่าง มองเห็นเป็นคลื่นบนแผ่นดิน

6. รอยเลื่อนที่ยังเคลื่อนตัวในประเทศไทย ( Active Faults in Thailand )

รอยเลื่อน ( Fault ) คือ รอยแตกของหินซึ่งทั้งสองข้างของรอยแตกมีการเคลื่อน ตัวสัมพันธ์และขนานซึ่งกันและกัน รอยเลื่อนนี้อาจยาวเพียงสองสามเซนติเมตรหรือหลาย ๆ กิโลเมตรก็ได้ เช่น รอยเลื่อนซานแดนเดรส มีความยาวถึง 800 ไมล์ โดยปกติรอยเลื่อนที่ยัง เคลื่อนตัวอยู่นี้จะมีการเกิดแผ่นดินไหวขึ้นในอีดต หรือดูจากอายุของหินในบริเวณรอยเลื่อนนั้น

สำหรับประเทศไทยมีรอยเลื่อนที่ยังเคลื่อนตัวโดยพิจารณาจากการเกิดแผ่นดินไหว ในอดีตอยู่ 9 แนวด้วยกัน คือ ( รูปที่ 2 )

6.1 รอยเลื่อนเชียงแสน รอยเลื่อนนี้วางตัวอยู่ในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งอยู่ ตอนบนสุดของประเทศ มีความยาวประมาณ 130 กิโลเมตร โดยเริ่มจากร่องนํ้าแม่จันไปทางทิศ ตะวันออก ผ่านอำ เภอแม่จัน ตอนใต้อำ เภอเชียงแสน จนถึงตอนเหนือของอำ เภอเชียงของ มีแผ่น ดินไหวตื้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2521 มีขนาดมากกว่า 4.5 ริคเตอร์ขึ้นไปหลายครั้งในช่วง 15 ปีผ่านมา ( 1 ก.ย. 2521 ขนาด 4.9 ริคเตอร์ )

6.2 รอยเลื่อนแพร่ รอยเลื่อนนี้อยู่ทางทิศตะวันออกของแอ่งแพร่ ในแนว ตะวันออกเฉียงเหนือ มีความยาวประมาณ 115 กิโลเมตร โดยเริ่มจากทางตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอเด่นชัย ผ่านไปทางตะวันออกของอำ เภอสูงเม่น และจังหวัดแพร่ ไปจนถึงด้านตะวันออก เฉียงเหนือของอำ เภอร้อยกวาง มีแผ่นดินไหวขนาด 3 – 4 ริคเตอร์หลายครั้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

6.3 รอยเลื่อนแม่ทา รอยเลื่อนนี้มีแนวอยู่ในรูปโค้ง ตามแนวลำ นํ้าแม่วองและ ลำ นํ้าแม่ทาในเขตจังหวัดเชียงใหม่และลำ พูน มีความยาวประมาณ 55 กิโลเมตร มีแผ่นดินไหว ขนาดเล็ก ๆ เกิดขึ้นมากมาย ( จากการศึกษาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ปี 2523 )

6.4 รอยเลื่อนเถิน รอยเลื่อนนี้อยูท่ างตะวันตกของรอยเลื่อนแพร  โดยเริ่มจากตะวันตก ของอำ เภอเถินไปทางตะวันออกเฉียงเหนือขนานกับรอยเลื่อนแพร่ ผ่านไปทางด้านเหนือของอำ เภอวัง ชิ้น และอำ เภอลอง มีความยาวประมาณ 90 กิโลเมตร

6.5 รอยเลื่อนเมย – อุทัยธานี รอยเลื่อนนี้วางตัวในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ มี ความยาวกว่า 250 กิโลเมตร โดยเริ่มจากลำ นํ้าเมย ชายเขตแดนประเทศพม่า ต่อกับห้วยแม่ท้อ และตอนใต้ของลำ นํ้าปิงจังหวัดตาก ผ่านไปยังจังหวัดกำ แพงเพชร และนครสวรรค์ จนถึงเขต จังหวัดอุทัยธานี มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในแนวรอยเลื่อนนี้หลายครั้ง โดยขนาดใหญ่ที่สุดเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2518 ที่อำ เภอท่าสองยาง จังหวัดตาก มีขนาด 5.5 ริคเตอร์

6.6. รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ รอยเลื่อนนี้อยู่ทางตะวันตกของรอยเลื่อนเมย – อุทัยธานี โดยมีทิศทางเกือบขนานกัน แนวรอยเลื่อนวางตัวในแนวร่องนํ้าแม่กลองและแควใหญ่ ตลอดขึ้น ไปจนถึงเขตแดนพม่ามีความยาวกว่า 500 กิโลเมตร ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีรายงานการเกิดแผ่น ดินไหวหลายร้อยครั้งโดยมีแผ่นดินไหขนาดใหญ่ที่สุดวัดได้ 5.9 ริคเตอร์ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2526

6.7 รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ รอยเลื่อนนี้อยู่ในลำ นํ้าแควน้อยตลอดสาย ต่อไปจน ถึงรอยเลื่อนสะแกง ( Saksing Fault ) ในประเทศพม่า ความยาวของรอยเลื่อนในช่วงที่อยู่ใน ประเทศไทยยาวกว่า 250 กิโลเมตร มีรายงานการเกิดแผ่นดินไหวหลายครั้ง ในช่วง 50 ปีที่ผ่าน มา มีแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่สุดวัดได้ 7.6 ริคเตอร์ เมื่อวันที่7 มกราคม 2480 และขนาด 5.8 ริคเตอร์ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2503

6.8 รอยเลื่อนระนอง รอยเลื่อนนี้วางตัวตามแนวร่องนํ้าของแม่นํ้ากระบุรี มีความ ยาวประมาณ 270 กิโลเมตร มีรายงานการเกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2521 มีขนาด 5.6 ริคเตอร์

6.9 รอยเลื่อนคลองมะรุย รอยเลื่อนนี้ตัดผ่านด้านตะวันออกของเกาะภูเก็ดผ่านไป ยังอ่าวพังงาไปตามแนวคลองมะรุย คลองชะอุน และคลองพุมดวง จนถึงอ่าวบ้านดอน ระหว่าง อำ เภอพุนพินกับอำ เภอท่าฉาง มีความยาวประมาณ 150 กิโลเมตร มีรายงานแผ่ดินไหว เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2476 , 7 เมษายน 2519, 17 สิงหาคม 2542 และ29 สิงหาคม 2542

หมายเหตุ จากเอกสารประชุมใหญ่วิชาการทางวิศวกรรม ประจำ ปี 2533 ของ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศ ไทย โดย ศ.ดร. ปริญญา นุตาลัย

7. สถิติการเกิดแผ่นดินไหวที่รู้สึกได้ ในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2508-2546

8. การปฏิบัติและป้องกันตนเองจากแผ่นดินไหว

8.1 ก่อนเกิดแผ่นดินไหว

1. ควรมีไฟฉายพร้อมถ่านไฟฉายและกระเป๋ายาเตรียมไว้ในบ้าน และให้ทุกคนทราบว่า เก็บไว้อยู่ที่ไหน
2. ศึกษาวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
3. ควรมีเครื่องมือดับเพลิงไว้ในบ้าน เช่น นํ้ายาดับเพลิง ถุงทราย
4. ควรทราบตำ แหน่งของวาล์วปิดนํ้า วาล์วปิดก๊าซ สะพานไฟฟ้า สำ หรับตัดกระแสไฟฟ้า
5. อย่างวางสิ่งของหนักบนชั้นหรือหิ้งสูง ๆ เพราะเมื่อเกิดแผ่นดินไหวอาจตกลงมาเป็น อันตรายได้
6. ผูกเครื่องใช้หนัก ๆ ให้แน่นกับพื้นผนังอาคารบ้านเรือน
7. ควรมีการวางแผนเรื่องจุดนักหมาย ในกรณีที่ต้องพลัดพรากจากกัน และมารวมกัน เพื่อตรวจสอบอีกครั้งในภายหลัง

8.2 ระหว่างเกิดแผ่นดินไหว

1. อย่าตื่นตระหนก พยายามควบคุมสติอยู่อย่างสงบ ถ้าท่านอยู่ในบ้านก็ให้อยู่ในบ้าน ถ้า ท่านอยู่นอกบ้านก็ให้อยู่นอกบ้าน เพราะคนส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บระหว่างวิ่งเข้าออกจากบ้าน
2. ถ้าอยู่ในบ้านให้ยืนหรือหมอบอยู่ในส่วนของบบ้านที่มีโครงสร้างแข็งแรง สามารถรับ นํ้าหนักได้มาก และให้อยู่ห่างจากประตู ระเบียง และหน้าต่างซึ่งพังทลายได้ง่าย
3. หากอยู่ในอาคารสูง ควรตั้งสติให้มั่น และให้รีบออกจากอาคารโดยเร็งในโอกาสแรก ที่หยุดสั่งไหวแล้ว และหนีห่างจากสิ่งที่จะล้มทับได้
4. ถ้าอยู่ในที่โล่งแจ้ง ให้อยู่ห่างจากเสาไฟฟ้าและสิ่งห้อยแขวนต่าง ๆ บริเวณที่ปลอดภัย ภายนอกอาคารบ้านเรือนคือที่โล่งแจ้ง
5. อย่าใช้เทียน ไม้ขีดไฟ หรือสิ่งที่จะทำ ให้เกิดเปลวไฟ หรือประกายไฟ เพราะอาจมี แก๊สรั่วจากท่อในบริเวณนั้น
6. ถ้าท่านกำ ลังขับรถ ให้หยุดรถและอยู่แต่ภายในรถ จนกระทั่งการสั่นสะเทือนจะหยุด
7. ขณะเกิดแผ่นดินไหว ห้ามใช้ลิฟต์โดยเด็ดขาด
8. หากอยู่บริเวณชายหาด ให้รีบหนีห่างจากชายฝั่งไปสู่พื้นที่สูง ๆ เพราะอาจเกิดคลื่น ขนาดใหญ่ ( Tsunami) ซัดเข้าหาฝั่งในระยะเวลาต่อมา

8.3 หลังเกิดแผ่นดินไหว

1. ตรวจหาผู้บาดเจ็บและทำ การปฐมพยาบาลขั้นต้นก่อน
2. ควรรีบออกจากอาคารที่เสียหายทันที เพราะหากเกิดแผ่นดินไหว ตามมา ( Aftershock ) อาคารอาจพังทลายได้
3. ใส่รองเท้าหุ้มส้นป้องกันเศษแก้ว วัสดุแหลมคมหรือสิ่งหักพังแทง
4. ตรวจสอบการรั่วของไฟฟ้าและท่อนํ้า ถ้าเกิดการรั่ว ให้ปิดวาล์ว
5. ให้ออกจากบริเวณที่สายไฟขาด และวัสดุสายไฟพาดถึง
6. ตรวจสอบแก๊สรั่วโดยการดมกลิ่นเท่านั้น ถ้ามีกลิ่น ให้เปิดประตูและหน้าต่างทุกบาน อย่าจุดไฟหรือกดสวิทช์ไฟจนกว่าจะแน่ใจว่าดไม่มีแก๊สหลงเหลืออยู่ในบริเวณนั้น
7. เปิดวิทยุฟังคำ แนะนำ ฉุกเฉิน อย่าใช้โทรศัพท์ นอกจากจำ เป็นจริง ๆ
8. สำ รวจดูความเสียหายของท่อส้วม และท่อนํ้าทิ้งก่อนใช้
9. อย่าเป็นไทยมุงหรือเข้าไปในเขตที่มีความเสียหายสูง หรืออาคารพัง
10. อย่าแพร่กระจายข่าวลือ

 

 

ที่มา : สำนักแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา

บทความวิศวกรรมสาร ปีที่ 68 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2558
โดย นายสืบศักดิ์ พรหมบุญ
กรรมการกลางสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย

เรื่องอย่างนี้ นิติวิศวกรรม...มีคาตอบ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องใช้บริการในอาคารสาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล อาคารขนส่งมวลชน แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น อาทิ ลมพัดแรงหลังคาหลุดปลิวหลุด แผ่นดินไหวผนังอาคารล้มทับ พื้นดินทรุดตัวจนชั้นวางของถล่มใส่ คุณจะคิดว่ามันเป็นแค่เหตุสุดวิสัยที่เกิดจากภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถป้องกันได้ หรือเป็นความประมาทของใคร ซึ่งต้องมีผู้รับผิดชอบ

กรณีอุบัติเหตุที่เกิดจากภัยธรรมชาติจนทาให้อาคารบ้านเรือนเสียหายนั้น เป็นสิ่งที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะบ้านเรือนที่สร้างจากผู้รับเหมาที่ไม่ได้ใช้วิศวกรในการคานวณตามมาตรฐานในการก่อสร้าง แต่หากอาคารหรือโครงสร้างที่เสียหายนั้นเป็นอาคารสาธารณะที่มีวิศวกรเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง ก็ต้องออกแบบให้อาคารมีความสามารถรองรับภัยธรรมชาติได้ระดับหนึ่ง นอกเสียจากภัยธรรมชาตินั้น เป็นภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงมากกว่าการออกแบบไว้

เมื่อกลางปี 2557 วันที่ 13 พฤษภาคม เกิดพายุฝนและลมกรรโชกแรงใน จ.สุรินทร์ ส่งผลให้หลังคาของห้างค้าวัสดุก่อสร้างของบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์พังถล่ม จนมีผู้เสียชีวิตถึง 6 คน ในครั้งนั้นนายอภิชาต ฉลาดล้น พนักงานบริษัท กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุยืนอยู่ที่ประตูทางออก กับพนักงานขายอีก 4 คน ได้ยินเสียงฟ้าผ่าลงมาอย่างแรง จากนั้นอาคารถล่มลงมาทับลูกค้าที่เป็นพ่อแม่ลูกรวม 3 คน ซึ่งกาลังเดินออกจากตัวอาคาร และมีคนอื่น ๆ อีกแต่ไม่ทราบจานวนที่แน่ชัด จากการตรวจสอบบว่าอาคารดังกล่าวไม่ได้ทาพนังกั้นลม รวมถึงการก่อซีเมนต์ที่สูงจากหลังคา 2 เมตร ก็ไม่


มีตัวยึดที่แข็งแรงพอ ซึ่งอาจเป็นเหตุทาให้พนังพังลงมา ตารวจสุรินทร์ แจ้งจับบริษัทสยามโกบอลเฮาส์ เจ้าของห้างที่พังถล่ม กระทาการประมาทจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ขณะที่สานักงานโยธา ธิการและผังเมืองจังหวัดสุรินทร์ ระบุสาเหตุเบื้องต้นที่โดมด้านหน้าห้างถล่มว่าเกิดจากโครงหลังคารับแรงลม พายุไม่ไหว แต่ต้องตรวจสอบตามมาตรฐานต่อไป

บริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์ จ.สุรินทร์

ถัดจากนั้นไม่ถึงสัปดาห์ วันที่ 19 พฤษภาคม เกิดพายุฝนและลมกระโชกแรงใน จ.ลาปาง ทาให้หลังคาเชื่อมต่ออาคารพังลง โชคดีที่ครั้งนี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 ได้เกิดพายุฝนถล่มกรุงเทพเป็นเหตุให้หลังคาลานจอดรถห้าง CDC เลียบด่วนรามอินทราพังทับรถลูกค้ากว่า 20 คัน รายงานระบุ หลังคาลานจอดรถของห้าง CDC บริเวณเลียบทางด่วนรามอินทรา ถนนประดิษฐ์มนูธรรม เขตคลองกุ่ม พังทับรถลูกค้าจานวนกว่า 20 คัน คาดเกิดจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก และมีลมกระโชคแรงเป็นเวลานาน จึงทาให้หลังคาดังกล่าวต้านลมไม่ไหวพังลงมา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะทาการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เบื้องต้น ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

หลังคาลานจอดรถห้าง CDC เลียบด่วนรามอินทราพังทับรถลูกค้ากว่า 20 คัน

เหตุการณ์ชั้นวางของห้าง Home Work ภูเก็ตล้ม วันที่ 7 ธันวาคม 2557 เจ้าหน้าที่ตารวจได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุชั้นวางสินค้าห้างโฮมเวิร์ค สาขาภูเก็ต บริเวณถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ตรงข้าม ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต ล้มลงมาทับคนที่เดินช็อปปิ้งได้รับบาดเจ็บ

ภาพความเสียหายจากชั้นวางของโฮมเวิร์กล้ม

จากการตรวจสอบพบว่าบริเวณที่เกิดเหตุอยู่บนชั้น 2 ของห้าง เป็นแผนกสีและอุปกรณ์ทาสี พบโครงเหล็กซึ่งเป็นชั้นวางสินค้าความสูงประมาณ 3 เมตร จานวน 8 แถว พังระเนระนาด สินค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นสีทาบ้านตกแตกกระจายเกลื่อนพื้น ส่งผลให้มีกลิ่นทินเนอร์ที่ใช้ผสมสีฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 รายคือ นายไพบูลย์ แซ่กิ้น อายุ 42 ปี น.ส.ภัชรี บุญทะเล อายุ 35 ปี และ ด.ญ.พิชญา แซ่กิ้น อายุ 11 ปี เป็นพ่อแม่ลูก จากการสอบถามผู้มาใช้บริการทราบว่า ในขณะที่ลูกค้ากาลังเดินช็อปปิ้งอยู่ในห้างจานวนมาก เนื่องจากเป็นวันหยุด จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงดังสนั่นโครมคราม และเสียงของตกหล่นลงมาทับคนที่เดินไปมา สร้างความแตกตื่นให้แก่ผู้พบเห็นอย่างยิ่ง เบื้องต้นคาดว่าอาจเกิดจากการวางสินค้าบนชั้นสูงสุดหนักเกินไป ทาให้ชั้นวางสินค้าที่เป็นโครงเหล็กรับน้าหนักไม่ไหวโค่นลงมา

ภาพความเสียหายจากชั้นวางของโฮมเวิร์กล้ม

ภาพความเสียหายจากชั้นวางของโฮมเวิร์กล้ม

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทาให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเกิดจากความพกพร่องในการตรวจสอบมาตรฐานของโครงสร้างชั้นวางของหรือไม่ หรือเกิดจากการจัดวางสินค้าในปริมาณที่มากเกินไปจนเกิดเหตุดังกล่าว

ความเห็นบางส่วนจากสื่อสังคมออนไลน์

จากเหตุการณ์ดังกล่าวนางสาววิไลพร ปิติมานะอารี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและผู้อานวยการศูนย์การค้า เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต กล่าวว่าสานักงานใหญ่โฮมเวิร์คได้กาชับมายังผู้จัดการสาขาโฮมเวิร์คทุกสาขา ให้ตรวจสอบการจัดวางสินค้าอย่างรอบคอบ แม้ว่าที่ผ่านมา การจัดวางสินค้าของเราจะมีมาตรฐานอยู่แล้ว ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้น อีกทั้ง นายชนินทร์ เทียนเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด โฮมเวิร์คได้แจ้งว่าในเบื้องต้นคาดว่าสาเหตุที่ทาให้ชั้นวางสินค้าล้มลงมานั้นน่าจะเกิดจากความผิดพลาดในการจัดเรียงสินค้าไม่สมดุล ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับเรื่องของโครงสร้างแต่อย่างใด เพราะในส่วนของชั้นวางสินค้านั้นจะมีมาตรฐานในการรับน้าหนักสินค้าอยู่แล้วว่าแต่ละจุดจะสามารถรับน้าหนักได้มากน้อยแค่ไหน

และเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ที่มีอุบัติเหตุแผ่นกระเบื้องของห้างเซ็นทรัลพลาซ่า สาขาขอนแก่น ร่วงจากชั้น 5 หล่นมาที่ชั้น 1 ทาให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายในเวลาต่อมา

จากการตรวจที่เกิดเหตุ ตารวจพบว่าแผ่นกระเบื้องติดผนังที่หล่นลงมานั้นมีขนาดความกว้างและยาว 2 เมตร ซึ่งใช้กั้นผนัง ได้หลุดออกมา โดยลมที่พัดกรรโชกแรง พัดปลิวเข้าไปบริเวณลานจอดรถ ขณะที่ผู้บาดเจ็บทั้ง 3 คนกาลังยืนพิงราวรั้วกั้นที่จอดรถอยู่ชั้น 1 โดยผู้บาดเจ็บได้เดินทางมากับคณะโดยรถตู้ เพื่อไปงานวิชาการที่จังหวัดสกลนคร แต่ได้พากันแวะพักเพื่อรับประทานอาหารกลางวันบนห้างดังกล่าว จนประสบอุบัติเหตุขึ้นโดยทางห้างออกหนังสือชี้แจงสาเหตุเกิดจากลมกระโชกแรงผิดปกติ เป็นเหตุสุดวิสัยรู้สึกเสียใจและพร้อมรับผิดชอบค่าเสียหายแก่ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทุกประการ

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ก็มีการแสงความคิดเห็นในสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงเหตุสุดวิสัยจากภัยธรรมชาติหรือการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน

ความคิดเห็นบางส่วนจากสื่อสังคมออนไลน์

ต่อมาศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น นายอมร อมรกุล ผู้อานวยการศูนย์บริหารและควบคุมมาตรฐาน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จากัด (มหาชน) และนายศกร ทวีสิน ผู้ช่วยผู้อานวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยนายอมรชี้แจงว่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น ได้รับการออกแบบและก่อสร้างโดยบริษัทชั้นนาของประเทศ ทั้งทางด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และการควบคุมงานก่อสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล บริษัทมีมาตรการตรวจสอบอาคารเป็นประจาทุกปีอย่างสม่าเสมอ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัย ประกอบกับในวันที่เกิดเหตุมีลมกระโชกแรงผิดปกติ

ซึ่งคาแถลงดังกล่าวขัดแย้งกับ รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแผ่นวัสดุบุผนังห้างว่า เบื้องต้นพบว่าแผ่นซีเมนต์บอร์ดที่ใช้ติดตั้งมีขนาดใหญ่ สั่งทาพิเศษเพื่อตกแต่งตัวอาคารให้สวยงาม ใช้น็อตชนิดเกลียวยึดติดกับตัวอาคาร แต่เสื่อมสภาพ หมดอายุการใช้งาน

โดยวันเกิดเหตุเกิดลมพัดแรงทาให้น็อตคายเกลียวจนทาให้แผ่นซีเมนต์ บอร์ด หลุดออกจากผนังตัวอาคาร ประกอบกับตัวอาคารศูนย์การค้าดังกล่าวสร้างมาเป็นระยะเวลา 5 ปี แต่ไม่มีการตรวจสอบคุณภาพการใช้งานอย่างละเอียด จึงเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดขึ้น ทั้งยังพบอีกว่ามีแผ่นซีเมนต์ บอร์ด ที่มีสภาพไม่สมบูรณ์อีกจานวนหนึ่งอยู่ใกล้เคียงจุดที่หลุดออกมา ดังนั้นศูนย์การค้าต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน

โดยปกติแล้ว กฎกติกาสาหรับสังคมที่ออกมาเพื่อบังคับใช้กับบุคคลในสังคมนั้น ซึ่งบุคคลในสังคม มีสิทธิ, หน้าที่ และความรับผิดชอบต่อสังคมเท่าๆกัน ดังนั้นข้อบังคับให้สังคมเพื่อให้สังคมมีระเบียบไม่ให้ละเมิดต่อกัน คือกฎหมาย *ข้อสังเกต ในสังคมไทย บางคนรู้จักแต่สิทธิ ไม่รู้จักหน้าที่ ทาให้เกิดการละเมิด ซึ่งในรัฐธรรมนูญไทยได้ระบุไว้ว่าคนไทยทุกคนมีหน้าที่ต้องรู้กฎหมายและปฏิบัติตาม

ประเภทของกฎหมายแบ่งออกเป็นหลายประเภท ที่สาคัญได้แก่ กฎหมายแพ่ง , กฎหมายอาญา , กฎหมายลักษณะการปกครอง , กฎหมายภาษีอากร , กฎหมายแรงงาน , กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา , กฎหมายที่ดิน ฯลฯ ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานทางวิศวกรรมนั้นมีมานานแล้วเพียงแต่วิศวกรทั่วไป ไม่ได้ให้ความสนใจเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่ในปัจจุบันปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายเริ่มเข้ามามีบทบาทกับวิศวกรมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เพราะประชาชนมีการศึกษามากขึ้นและรู้จักปกป้องสิทธิของตัวเอง

จะเห็นได้ว่าทุกๆสังคมต้องมีกฎให้ปฏิบัติตามเพื่อให้สังคมมีความเป็นระเบียบสามารถดาเนินต่อไปได้ ซึ่งในสังคมของวิศวกรเองก็เช่นกัน แม้จะมีกฎหมายวิชาชีพวิศวกรรมเป็นหลักให้วิศวกรทั่วไปให้ยึดปฏิบัติแล้วก็ตาม แต่ยังไม่เพียงพอเนื่องจากในการทางานยังต้องมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลทั่วไปด้วย ในเรื่องของความปลอดภัยและการกระทาในวิชาชีพนั้นไปละเมิดต่อบุคคลอื่น

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านวิศวกรรมที่วิศวกรควรรู้มีดังนี้

  • กฎหมายวิชาชีพวิศวกรรม พ.ศ.2505
  • กฎหมายการประกอบวิชาชีพงานก่อสร้าง พ.ศ.2522
  • ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ควบคุมการก่อสร้าง พ.ศ.2522
  • พรบ.อาคารชุด ฉบับที่ 2 พ.ศ.2534
  • พรบ.อาคารชุด พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2534
  • พรบ.ควบคุมอาคาร ฉบับที่ 2 พ.ศ.2535
  • พรบ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535

โดยปกติแล้วการฟ้องร้องทางกฎหมาย มักเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มบุคคลหลักๆ ซึ่งสามารถแยกออกได้เป็น 3 ฝ่าย คือ เจ้าหน้าที่แห่งรัฐ ผู้ประกอบการ และบุคคลที่สาม โดยที่มีลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละกรณี

เจ้าหน้าที่แห่งรัฐ ผู้ประกอบการ บุคคลที่สาม
- รัฐบาล - เจ้าของงาน - บ้านข้างเคียง
- กระทรวงมหาดไทย - ผู้รับจ้าง - ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากโครงการ
- กรมตารวจ - วิศวกร - ผู้ที่กระทาความเสียหายต่อโครงการ
- กทม. , เขต , เทศกิจ - สถาปนิก - สภาทนายความ
- เทศบาล , อบต. - ผู้ควบคุมงาน - สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย
- เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น - ผู้รับเหมาช่วง - มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค
- สภาวิศวกร    

ในปี 2557 มีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายกรณี วันที่ 13 พฤษภาคม 2557 หลังคาของห้างวัสดุก่อสร้างของบริษัทสยามโกลบอลเฮ้าส์พังถล่ม, วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 หลังคาลานจอดรถห้าง DCD เลียบด่วนรามอินทราพังทับรถตู้ลูกค้ากว่า 20 คัน, วันที่ 7 ธันวาคม 2557 เหตุเกิดชั้นวางของห้าง Home Work ภูเก็ตล้ม และเหตุการณ์วันที่ 10 ธันวาคม ที่มีอุบัติเหตุแผ่นกระเบื้องของห้างเซ็นทรัลพลาซ่า สาขาขอนแก่น ร่วงจากชั้น 5 หล่นมาที่ชั้น 1

กรณีอย่างนี้ต้องเข้าสู่การสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง

เจ้าหน้าที่ของรัฐ (ตารวจ), อัยการ ศาล จะต้องให้ความยุติธรรมกับบุคคลที่ 3 ปัญหาเรื่องนี้จะต้องหาพยานหลักฐานเพื่อจะพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนมากบุคคลที่ 3 ที่ได้รับความเสียหายจะไม่ค่อยมีความรู้และความสามารถในการต่อสู้คดี ผู้เขียนเห็นว่า เรื่องแบบนี้
ผู้ประกอบการมักจะโยนความผิดให้เป็นเรื่องของภัยธรรมชาติ หรือผลักภาระให้เป็นของบริษัทประกันภัย โดยไม่คานึงถึงความรับผิดชอบของผู้ประกอบวิชาชีพทางวิศวกรรม

หน่วยงานที่จะเป็นตัวแทน เช่น มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค, สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ซึ่งบางครั้งเป็นความประมาทของวิศวกร หรือผู้ประกอบการซึ่งละเลย ต้องรับผิดชอบ ในกรณีนี้จะเห็นว่าผู้ประกอบการอ้างเป็นเหตุสุดวิสัย ใช้วัสดุสูงกว่ามาตรฐาน บริษัทรับเหมาก็เป็นบริษัทต่างชาติมีมาตรฐาน เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องสุดวิสัย

การพูดลักษณะนี้เป็นการพูดที่ปราศจากความรับผิดชอบ ดังนั้น ความยุติธรรมเบื้องต้นจะต้องมี โดยเจ้าหนักงาน (ตารวจ) จะต้องสอบสวน โดยใช้นิติวิศวกรรม (Forensic Engineering) เข้ามาเป็นคาตอบ เพราะก่อนจะประกอบการก่อสร้างจะต้องมีการคานวณแบบ มีแบบก่อสร้าง แบบ Shop Drawing แบบ AS Built Drawing ซึ่งหาความรับผิดชอบของผู้ที่ต้องรับผิดชอบได้เสมอ ซึ่งสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย หรือมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค หรือคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กาลังยกร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฉบับใหม่ขึ้นเปรียบเสมือนเป็นหัวแรงใหญ่ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ, ผู้ประกอบเอาเปรียบผู้เสียหาย โดยผลักภาระว่าเป็นภัยธรรมชาติหรือเหตุสุดวิสัย หรือผลักให้บริษัทประกันภัยรับผิดชอบทางแพ่ง หรือชดเชยทางอาญา ลักษณะนี้มันผิดหลักแห่งความยุติธรรม ในกรณีห้างเซนทรัล พลาซ่า จ.ขอนแก่น ผู้เขียนขอชมเชย ดร.วัชรินทร์ กาสลัก ให้ความเห็นเบื้องต้นโดยใช้นิติวิศวกรรมเข้ามาเป็นเหตุผลชี้ว่า อุบัติเหตุนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ

ผู้เขียนไม่มีเจตนาจะกล่าวหาผู้ใดในกรณีดังกล่าวนี้ แค่มีความเห็นว่า สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย หรือ สภาวิศวกร ต้องจัดบุคลากรเพื่อจะชี้แจงต่อสาธารณชน ซึ่งเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคม

Page 1 of 12