วิกฤตโลกร้อนฝันร้ายที่หมดไป

รูปที่ 1 โซนของการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเล (Clark et al., 1978)

วิกฤตโลกร้อนฝันร้ายที่หมดไป
สุภัทท์ วงศ์วิเศษสมใจ1

บทคัดย่อ

รายงานการวิเคราะห์ครั้งแรกของคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง IPCC(1990) ซึ่งใช้ข้อมูลในยุโรปและสหรัฐอเมริกาบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกที่มีอุณหภูมิเฉลี่ย 14o C และมีค่า เพิ่ม ขึ้น 1o C ในหนึ่งศตวรรษและการเพิ่มขึ้นอย่างมากของ CO2 โดยคาดการเพิ่มค่าจาก 370 ส่วนในล้านเป็น 550 ส่วนในล้านและอุณหภูมิเพิ่ม 3oC ในหนึ่งศตวรรษ ได้ประเมินการเพิ่มของระดับน้ำทะเล 31-110 ซม. ในหนึ่ง ศตวรรษ แต่รายงานการวิเคราะห์ครั้งที่สองของคณะทำงานกลุ่มที่หนึ่ง IPCC(1996) พบความแตกต่างของการ เพิ่มระดับน้ำทะเลในพี้นที่ต่างกันได้แยกการวิเคราะห์ออกเป็น 10 พื้นที่ซึ่งมีสภาพภูมิศาสตร์แตกต่างกัน และได้ ค่าการเพิ่มระดับนํ้าทะเลลดลงเหลือ 15-95 ซม. ในหนึ่งศตวรรษ รายงานการวิเคราะห์ครั้งที่สามของคณะทำงาน กลุ่มที่สอง IPCC(2001) ใช้ข้อมูลระดับน้ำทะเลที่ตรวจวัดจริงและจากข้อมูลดาวเทียมโดยเฉพาะในมหาสมุทร แอตแลนติก ได้ค่าการเพิ่มระดับน้ำทะเล 9-88 ซม. ในหนึ่งศตวรรษ และยอมรับว่ายังขาดข้อมูลในมหาสมุทร แปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ส่วนรายงานการวิเคราะห์ครั้งที่สี่ IPCC(2007) ในรายงานสรุปสำหรับผู้วางแผนใน ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ ได้ค่าการเพิ่มระดับน้ำทะเล 18-59 ซม. ในหนึ่งศตวรรษ

การศึกษาพบว่าปัญหาโลกร้อนมีผลกระทบอย่างรุนแรงในมหาสมุทรแอตแลนติกบริเวณยุโรป สหรัฐ และแคนาดา เนื่องจากการเพิ่มขึ้นอย่างมากของอุณหภูมิเป็นผลให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างมากและ ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่ในมหาสมุทรแปซิฟิกมีภูเขาน้ำแข็งอยู่ริมฝั่งทะเลน้อยอยู่ในโซน IV ระดับน้ำทะเล เพิ่มขึ้นน้อยกว่ามหาสมุทรแอตแลนติกอยู่ในโซน III ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยใน 6 ทศวรรษไม่เพิ่มขึ้นเลยและ ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาใน 6 ทศวรรษมีค่าเปลี่ยนแปลงน้อย

1ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำและสิ่งแวดล้อม บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แอนด์แมเนจเมนท์ จำกัด

การกัดเซาะชายฝั่งในประเทศไทยเกิดจากการลดลงของตะกอนทรายจากแม่น้ำลงสู่ทะเล และการ ทรุดตัวของแผ่นดินจากการสูบน้ำบาดาลในจังหวัดสมุทรปราการและสมุทรสาคร ซึ่งเป็นพื้นที่วิกฤตน้ำบาดาล อันดับหนึ่ง และการลดลงของปริมาณทรายบริเวณด้านเหนือปากทางเข้าทะเลสาบสงขลาก็ควรขนย้ายจากด้านใต้ มาเสริมให้เกิดความสมดุล

บทนำ

Vongvisessomjai (2006) นำเสนอข้อมูลอิทธิพลโลกร้อนต่อระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยโดยนักวิจัย ต่างประเทศดังนี้

Warrick และคณะ (1993) สรุป 4 ปัจจัย ที่ทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น ดังนี้

(1) อิทธิพลโลกร้อนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย

(2) การยกตัวขึ้นและการทรุดตัวของแผ่นดินเมื่อแผ่นดินไหว

(3) การกระทำของมนุษย์ เช่น การสูบน้ำบาดาล และการกัดเซาะชายฝั่ง

(4) อิทธิพลของสมุทรศาสตร์และภูมิอากาศ (เอล นิโญ) หรือ ลมมรสุมและกระแสน้ำในทะเล

1. อิทธิพลของโลกร้อนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย

นักวิจัยสหรัฐและแคนาดา Clark และคณะ (1978) ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์คำนวณการ เปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลจากการละลายของน้ำแข็งในอัตราต่างๆ กัน แล้วเลือกผลที่สอดคล้องกับข้อมูลที่มี อยู่ พบว่าการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลสามารถแบ่งออกเป็น 6 โซน ดังแสดงในรูปที่ 1

(1) ยุโรป สหรัฐ และแคนาดาประเทศหนาวบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งอยู่ที่เส้นรุ้งเดียวกับ ประเทศจีน เกาหลี และญี่ปุ่น มีภูเขาสูงปกคลุมด้วยน้ำแข็งมากมายมหาศาลอยู่ในโซน III ซึ่งน้ำทะเลสูงขึ้นมาก จากการละลายของน้ำแข็ง

(2) อ่าวไทย อินโดจีน เกาหลี จีน และญี่ปุ่น ในทะเลจีน มหาสมุทรแปซิฟิค อยู่โซน IV ซึ่งน้ำทะเล ไม่สูงขึ้น เพราะชายฝั่งบริเวณนี้ไม่มีภูเขาสูงที่มีน้ำแข็ง ยอดเขาหิมาลัยที่ธิเบตอยู่ไกลจากฝั่งหลายพันกิโลเมตร

2. การยกตัวขึ้น และทรุดตัวของแผ่นดินเมื่อแผ่นดินไหว

นักวิจัยญี่ปุ่น Yanagi และ Akaki (1993) ใช้ข้อมูลระดับน้ำทะเล 41 ปี แสดงให้เห็นว่า (รูปที่ 2) ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทย อินโดจีน เกาหลี และทะเลญี่ปุ่นลดลง โดยให้เหตุผลว่าบริเวณนี้เป็นที่มีแผ่นดินไหวอยู่ เสมอ และเกิดคลื่นยักษ์สึนามิในวันที่ 26 ธันวาคม, 2004 บริเวณทะเลอันดามันสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ดังรายงานโดย Vongvisessomjai and Suppataratarn (2005) อย่างไรก็ตาม Michel และคณะ (2000) รายงาน เกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากการวัดด้วยระบบจีพีเอส พบว่าบริเวณแผ่นดินซูดา เช่น อินโดนีเซียรวมถึงภาคตะวันตกและภาคกลางของอินโดนีเซียและจีนตอนใต้ ประกอบกันเป็นเปลือกโลกที่มีสัณฐานแบบบล๊อกอย่างชัดเจน ซึ่งบล๊อกเปลือกโลกดังกล่าวแยกออกจากยูเรเซีย และเคลื่อนไปทางใต้ตามแนวนอนไม่ใช่แนวดิ่ง

รูปที่ 2 อัตราการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเล (มม./ปี) ในปี 1950-1991 (Yanagi และ Akaki, 1993)

3. การกระทำของมนุษย์

(1) การสูบน้ำบาดาล

NEB (1982) รายงานว่าหมู่บ้านเสรีทางตะวันออกของกรุงเทพขาดแคลนน้ำประปา สูบน้ำ บาดาลมาใช้ แผ่นดินทรุดเป็นแอ่งกระทะ น้ำท่วมปี 2526 4 เดือน เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงจึงสร้างระบบ ปิดล้อมกทม. ต่อมานิคมอุสาหกรรมบางปู และสมุทรปราการ สูบน้ำบาดาลทำให้แผ่นดินทรุด น้ำท่วมทุกวันเวลา น้ำทะเลหนุนสูง กรมโยธาธิการสร้างระบบปิดล้อมเมืองเพื่อป้องกันน้ำท่วมจากน้ำทะเลหนุนเสียงบประมาณหลาย พันล้านบาท ต่อมาโรงงานอุตสาหกรรมขยายไปสมุทรสาคร ปัญหาแผ่นดินทรุดก็ตามไป ต้องแก้ไขปัญหาน้ำท่วม จากน้ำทะเลหนุน ซึ่งปัญหานี้กำลังจะไปเกิดที่สมุทรสงคราม ดังนั้น การสูบน้ำบาดาลมาใช้บริเวณชายฝั่งทะเล จึง ไม่คุ้มกับงบประมาณที่ใช้แก้ไขปัญหาที่ตามมา ควรหยุดสูบน้ำบาดาลบริเวณเหล่านี้ได้แล้ว การผลิตน้ำประปาจาก น้ำท่าบริเวณที่อยู่ห่างจากชายฝั่งพอสมควรด้วยการสนับสนุนของกรมชลประทานส่งน้ำเข้ามาช่วย ดังตัวอย่างการ ผลิตน้ำประปาที่อำเภอปากท่อมาใช้ที่อัมพวา และแพรกหนามแดง พื้นที่ใหม่ที่คูบัวเป็นที่เหมาะสมที่จะผลิต น้ำประปามาใช้ในอำเภอเมืองสมุทรสงคราม และอำเภอบางเลนเหมาะที่จะใช้ผลิตน้ำประปามาใช้ที่สมุทรสาคร ตัวอย่างของการทรุดตัวของแผ่นดินจากปี 1986-1997 แสดงไว้ในรูปที่ 3 และรูปที่ 4 โดย DMR (1998) แสดง พื้นที่วิกฤตน้ำบาดาลอันดับ 1,2 และ 3 ซึ่งเป็นพื้นที่ไม่อนุญาตให้สูบน้ำบาดาลในกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และสมุทรสาคร

(2) การกัดเซาะชายฝั่ง

การกัดเซาะชายฝั่งในประเทศไทยเป็นเรื่องที่สำคัญมากซึ่งจะได้กล่าวถึงในตอนต่อไป

รูปที่ 3 การทรุดตัวของแผ่นดินในกรุงเทพ และบริเวณใกล้เคียง (DMR, 1998)

รูปที่ 4 พื้นที่วิกฤติน้ำบาดาลอันดับ 1,2 และ 3 (DMR, 1998)

4. อิทธิพลของสมุทรศาสตร์และภูมิอากาศ (เอล นิโญ) หรือลมมรสุมและกระแสน้ำในทะเล

นักวิจัยอังกฤษ Gregory (1993) ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของสำนักอุตุนิยมวิทยาของประเทศ อังกฤษ “Coupled Ocean-atmosphere General Circulation Model” ในการคำนวณการเปลี่ยนแปลงของ ระดับน้ำทะเลเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1% ต่อปี เป็นเวลา 75 ปี ซึ่งให้ค่าความแตกต่าง ของการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเล ดังแสดงไว้ในรูปที่ 5 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า

(1) อ่าวไทยอยู่ในโซนของระดับน้ำทะเลลดลง 0-50 มม. (สีน้ำเงินอ่อน)

(2) ระหว่างเส้นรุ้งที่ 30o ใต้ – 60o ใต้ ระดับน้ำทะเลลดลง 50-100 มม. (สีน้ำเงิน)

รูปที่ 5 อ่าวไทยเป็นโซนน้ำทะเลลดลงจากอิทธิพล เอล นิโญ

การวิเคราะห์ข้อมูลอุตุนิยมวิทยา

ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาได้มาจากเว็บของกรมอุตุนิยมวิทยา www.tmd.go.th

ข้อมูลน้ำฝนใน 6 ทศวรรษแสดงใน รูปที่ 6 ส่วนค่าเปลี่ยนแปลงของน้ำฝนรายปี ของประเทศ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตกแสดง ในรูปที่ 7

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลน้ำฝนพบว่าทุกภาคมีแนวโน้มลดลงโดยภาคตะวันออกลดลงมากที่สุด และ ภาคเหนือลดลงน้อยที่สุด อย่างไรก็ดีในทศวรรษสุดท้ายพบว่าปริมาณน้ำฝนรายปีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจึงสรุปได้ว่า น้ำฝนในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงไม่มาก

อุณหภูมิเฉลี่ยรายปีของอุณหภูมิต่ำสุด ใน 6 ทศวรรษแสดงในรูปที่ 8 จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ทุกภาคมีแนวโน้มสูงขึ้นเล็กน้อยโดยเฉพาะในทศวรรษสุดท้าย ส่วนค่าเปลี่ยนแปลงรายปีแสดงในรูปที่ 9 จึงสรุปได้ ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีของอุณหภูมิต่ำสุดมีค่าสูงขึ้นไม่มาก

อุณหภูมิเฉลี่ยรายปีของอุณหภูมิสูงสุดใน 6 ทศวรรษแสดงในรูปที่ 10 ส่วนค่าเปลี่ยนแปลงรายปี แสดงในรูปที่ 11 จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าทุกภาคมีแนวโน้มสูงขึ้นเล็กน้อย

จำนวนพายุโซนร้อนในปะเทศไทยและทะเลจีนใต้ในแต่ละปีตั้งแต่ปี 1951-2006 แสดงในรูปที่ 12 จะ เห็นว่ามีจำนวนเฉลี่ยประมาณ 3 และ 13 ลูก ตามลำดับ ซึ่งไม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจึงสรุปได้ว่าจำนวนพายุโซนร้อน และความรุนแรงของพายุในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงน้อย

รูปที่ 6 ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีของประเทศไทยในแต่ละทศวรรษ

รูปที่ 7 ปริมาณฝนเฉลี่ยและแนวโน้มของประเทศไทย ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก

 

รูปที่ 8 อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยของประเทศไทยในแต่ละทศวรรษ

รูปที่ 9 แนวโน้มของอุณหภูมิต่ำสุดของประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก

รูปที่ 10 อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยของประเทศไทยในแต่ละทศวรรษ

รูปที่ 11 แนวโน้มของอุณหภูมิสูงสุดของประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก

รูปที่ 12 สถิติพายุหมุนเขตร้อยที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยและทะเลจีนใต้

การวิเคราะห์ข้อมูลระดับน้ำทะเลจากกรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ

อ่าวไทยมีสถานีวัดระดับน้ำของกรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ (HD, 1998) มากกว่า 22 สถานี เป็น เวลานาน 6 ทศวรรษ ดังตัวอย่างของระดับรายชั่วโมงในปี 1998 ของสถานีสัตหีบและเกาะหลัก (รูปที่ 13 และ 14)

เมื่อเอาระดับน้ำทะเลในแต่ละเดือน ที่สันดอนกรุงเทพ สัตหีบ เกาะหลัก และสงขลา ซึ่งเมื่อนำมาใช้ คำนวณระดับนํ้าเฉลี่ยรายเดือนมกราคม ถึงธันวาคม 1993 ดังแสดงไว้ในรูปที่ 15 จะได้ค่าต่ำสุดช่วงกลางปี (ประมาณ -0.20 ม.รทก) และมีค่าสูงสุดช่วงต้นปีและปลายปี (ประมาณ +0.20 ม.รทก) ซึ่งเมื่อนำมาใช้คำนวณ ระดับน้ำเฉลี่ยรายปีก็จะมีค่าใกล้กับศูนย์ คืออยู่ใกล้ระดับน้ำทะเลปานกลาง

รูปที่ 15 ระดับน้ำเฉลี่ยรายเดือนในปี 1993 ที่สันดอนกรุงเทพ, สัตหีบ, เกาะหลัก และสงขลา (HD, 1998)

รูปที่ 16 แสดงระดับน้ำเฉลี่ยรายเดือนที่เกาะหลัก และสัตหีบในปี 1940-1996 จำนวน 56 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยลดลง 0.36 มม. ใน 1 ปี หรือ 36 มม. ใน 1 ศตวรรษ หรือมีค่าไม่เปลี่ยนแปลง

รูปที่ 16 ระดับน้ำเฉลี่ยรายเดือนที่เกาะหลักและสัตหีบในปี 1940 – 1996 (HD, 1998)

จากการวิเคราะห์ข้อมูลระดับน้ำทะเลทั้งหมดพบว่า รายงานสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง IPCC (1990) เป็นจริงเฉพาะมหาสมุทรแอตแลนติกเนื่องจามอุณหภูมิเพิ่มขึ้นมากและมีน้ำเข็งขั้วโลกละลายมาก ส่วน บริเวณอ่าวไทยและพื้นที่ใกล้เคียงอุณหภูมิเพิ่มขึ้นน้อยเพียง 1oC ใน 1 ศตวรรษและไม่มีน้ำแข็งละลายบริเวณ ชายฝั่ง ปัจจัยเพิ่มเติมของการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลเป็นปัจจัยสำคัญ ข้อมูลระดับน้ำทะเลใน 6 ทศวรรษที่เกาะหลักและสัตหีบแสดงให้เห็นว่าระดับน้ำทะเลลดลงอย่างช้าๆ หรือมีค่าไม่เปลี่ยนแปลงซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของ Yanagi และ Akaki (1993) จากอิทธิพลของสมุทราศาสตร์และ ภูมิอากาศ (เอล นิโญ) ของ Gregory (1993)

ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งประเทศไทย

สภาวิจัยแห่งชาติ (NRCT, 1998) ได้ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและภาพถ่ายทางอากาศในการศึกษาการ กัดเซาะชายฝั่ง (รูปที่ 17 และรูปที่ 18) พบว่ามีการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรง ประมาณ 500 เมตร ใน 20 ปี บริเวณ ทางตะวันตกของปากแม่น้ำเจ้าพระยา และกัดเซาะ 200 เมตรที่เพชรบุรี และ 100 เมตรที่หัวหิน จากสาเหตุของ การลดลงของตะกอนจากแม่น้ำไหลลงสู่ทะเลน้อยลง JICA (2001) หน่วยงานของญี่ปุ่นรายงานการกัดเซาะชายฝั่ง บางขุนเทียน 1,000 เมตร ใน 30 ปี (รูปที่ 19) ซึ่งสามารถกู้คืนมาปลูกป่าชายเลนและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ และ สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ (ONREPP, 2003) ได้ศึกษาวางแผนแม่บทป้องกันชายฝั่งจากปาก แม่น้ำเพชรบุรีถึงปราณบุรี โดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศ 23 ปี และ 20 ปีต่อมา เพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลง ชายฝั่งและหามาตรการฟื้นฟูบูรณะชายฝั่งให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม (รูปที่ 20ก และ 20ข) กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ดูแลรักษาพื้นที่ชายฝั่งของประเทศ กิจกรรมท่าเรือ รวมทั้งการดูแลรักษาร่องน้ำตามแนวชายฝั่งให้เรือสามารถเข้า-ออกตลอดเวลา โดยกรมฯ ได้ ดำเนินการปรับปรุงร่องน้ำเดินเรือและการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทำให้ชุมชนในท้องถิ่นสภาพเศรษฐกิจและ ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทั้งทางด้านการประมงและการท่องเที่ยว ดังตัวอย่างต่อไปนี้

(1) การพัฒนาการท่องเที่ยวและการประมง

ปากน้ำระยองในอดีตมักประสบปัญหาเรือประมงไม่สามารถเข้าออกปากน้ำระยองได้ เนื่องจากถูก ปิดด้วยตะกอนจากคลื่นลม ต่อมากรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีได้ก่อสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่นปาก แม่น้ำระยองในปี 1984 โดยมีความยาว 400 ม. ทางตะวันตกและยาว 100 ม. ทางตะวันออก ทำให้เรือประมง สามารถเข้าออกได้ตลอดเวลา สร้างรายได้มหาศาลให้กับชาวประมง (ดังแสดงในรูปที่ 21) นอกจากนี้ยังได้ก่อสร้าง เขื่อนกันคลื่นที่บ้านเพ จ. ระยองในปี 1992 เพื่อกำบังคลื่นลม ให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปยังเกาะเสม็ดได้สะดวก และปลอดภัย สามารถเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวและรายได้ให้กับชุมชนในท้องถิ่นและชายประมงตลอดจนใช้เป็นที่ จอดหลบคลื่นลมในฤดูมรสุม (ดังแสดงในรูปที่ 22) นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง บริเวณหาดแสงจันทร์ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดถึงปากน้ำระยองระยะทางทั้งหมด 10 กม.

(2) การพัฒนาท่าเรือประมงและท่าเรือน้ำลึก

ในอดีตเรือประมงบริเวณปากทางเข้าทะเลสาบสงขลาไม่สามารถเข้าออกได้สะดวกมักประสบปัญหา ตะกอนในร่องน้ำมาตกตะกอนปากแม่น้ำ ทำให้เกิดการตื้นเขินอยู่เสมอ กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีได้มี การก่อสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่นทางด้านใต้ยาว 700 ม. ในปี 1968 แล้วเพิ่มความยาวอีก 300 ม. ในปี 1987 เรือประมงเข้าออกได้สะดวก กิจกรรมการประมงก็เฟื่องฟูขึ้น และทำให้ความเจริญของสงขลาทางด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวก็เริ่มขึ้น ต่อมาก็ได้ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ปากน้ำทะเลสาบสงขลาเป็นท่าเรือน้ำลึกในปี 2004 ขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออกที่สำคัญของภาคใต้ ไปยังภูมิภาคประเทศเพื่อนบ้าน (รูปที่ 23) ทำให้เศรษฐกิจใน ภาคใต้มีการพัฒนามากขึ้นเป็นลำดับ จนถึงปัจจุบัน

(3) การป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งที่เป็นโคลนตม บริเวณอ่าวไทยตอนบน

กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี แก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่คลองด่าน จ. สมุทรปราการ ในปี 2003 โดยใช้ถุงทราย (Geo-tube) 82 ถุง ยาว 200 เมตร ห่างกัน 50 เมตร ป้องกันชายฝั่ง 20 กม. (รูปที่ 24) ต่อมาในปี 2007 ได้แก้ไขปัญหาวิธีเดียวกันนี้ที่บริเวณปากแม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร ตำบลกาหลง ตำบลบาง กระเจ้าและตำบลพันท้ายสิงห์ ระยะทาง 9 กม. (รูปที่ 25)

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้จัดทำยุทธศาสตร์การจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัด เซาะชายฝั่งขึ้นและได้ทำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติโดยมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2007 และอนุมัติให้ศึกษาแก้ไขปัญหาในพื้นที่วิกฤตสองโครงการคือ (i) โครงการศึกษาจัดทำแผนหลักและออกแบบ เบื้องต้นในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่แหลมตะลุมพุกถึงปากน้ำทะเลสาบสงขลา และ (ii) โครงการจัดทำแผนหลักและแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณอ่าวไทยตอนบน ทั้ง สองโครงการเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งแบบบูรณาการ

ชายฝั่งทะเลตั้งแต่ อ.ปากพนังและ อ. หัวไทรใน จ.นครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่โครงการพัฒนาลุ่มน้ำ ปากพนังในพระราชดำริ ส่วนตอนใต้ใน อ.ระโนด อ.สทิงพระ และ อ.สิงหนคร จ. สงขลา เป็นพื้นที่ชายฝั่งแคบๆ ระหว่างอ่าวไทยและทะเลสาบสงขลา หากปล่อยให้มีการกัดเซาะต่อไปจะเป็นอันตรายต่อระบบทะเลสาบสงขลา ใน อดีตได้แก้ไขกันกัดเซาะโดยสร้างรอดัดทรายและกองหินป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง แต่ยังขาดการเติมทรายลงสู่ ชายฝั่งโดยนำทรายจากทางด้านใต้ปากทางเข้าทะเลสาบสงขลาไปเติมทางด้านเหนือ

การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะหาดเลนบริเวณอ่าวไทยตอนบนที่เหมาะสมคือการผสมผสมระหว่างการ ใช้ถุงทราย Geo-tube บริเวณด้านนอกและการปักไม้ไผ่บริเวณด้านในที่มีคลื่นลมสงบกว่า สามารถหยุดการกัด เซาะและได้ที่ดินกลับคืนมา เพื่อใช้แก้ไขปัญหาการกัดเซาะหาดเลนบริเวณอ่าวไทยตอนบนให้หมดไป

รูปที่ 17 พื้นที่การกัดเซาะชายฝั่งบริเวณอ่าวไทย (NRCT, 1989)

รูปที่ 18 ความเปลี่ยนแปลงตามแนวชายฝั่งบริเวณปากน้ำเจ้าพระยา (พื้นที่ A) (NRCT, 1989)

รูปที่ 19 ภาพถ่ายในปี 1993 แสดงให้เห็นการกัดเซาะบริเวณบางขุนเทียน (JICA, 2001).

รูปที่ 20ก. ชุดภาพถ่ายทางอากาศแสดงความเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งตั้งแต่ปี 1954 ถึง 1976 จากปากแม่น้ำเพชรบุรีที่บ้านแหลมถึงแหลมผักเบี้ย (ONREPP,2003).

รูปที่ 20ข. ชุดภาพถ่ายทางอากาศแสดงความเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งตั้งแต่ปี 1976 ถึง 1995 จากปากแม่น้ำเพชรบุรีที่บ้านแหลมถึงแหลมผักเบี้ย (ONREPP, 2003).

รูปที่ 21 ลักษณะของเขื่อนกันทรายและคลื่นปากน้ำระยอง อ.เมือง จ.ระยอง

รูปที่ 22 ลักษณะของเขื่อนกันคลื่นอ่าวบ้านเพ อ.เมือง จ.ระยอง

รูปที่ 23 ท่าเรือน้ำลึกสงขลา อ.เมือง จ.สงขลา

 

รูปที่ 24 การป้องกันกัดเซาะชายฝั่ง บ้านคลองด่าน จ.สมุทรปราการ

รูปที่ 25 การป้องกันกัดเซาะชายฝั่ง ปากแม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร

บทสรุป

จากการวิเคราะห์ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาของกรมอุตุนิยมวิทยาใน 6 ทศวรรษพบว่า ข้อมูลน้ำฝนทุกภาค มีแนวโน้มลดลงโดยภาคตะวันออกลดลงมากที่สุดและภาคเหนือลดลงน้อยที่สุด ในทศวรรษสุดท้ายปริมาณน้ำฝน รายปีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงสรุปได้ว่าฝนในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไม่มาก ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยรายปี อุณหภูมิ ต่ำสุดและอุณหภูมิสูงสุดมีค่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และจำนวนพายุโซนร้อนในประเทศไทยและทะเลจีนใต้ในแต่ละปีมี จำนวนเฉลี่ยประมาณ 3 และ 13 ลูกตามลำดับ และความรุนแรงของพายุในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงน้อย

จากการวิเคราะห์ข้อมูลระดับน้ำทะเลของกรมอุทกศาสตร์ใน 6 ทศวรรษพบว่า ค่าเฉลี่ยของ ระดับน้ำทะเลรายเดือน อันเนื่องมากจากน้ำขึ้นน้ำลงดังตัวอย่างในปี 1993 ที่สันดอนกรุงเทพ สัตหีบ เกาะหลัก และสงขลา ดังแสดงในรูปที่ 15 มีค่าสูง 0.2 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง (MSL) ในช่วงต้นปีและปลายปี ส่วนช่วงกลางปีมีค่าต่ำ -0.2 เมตร ใต้ระดับน้ำทะเลปานกลาง (MSL) ขณะที่ค่าเฉลี่ยของระดับน้ำรายปีมีค่าเท่ากับ ศูนย์ ค่าเฉลี่ยของระดับน้ำทะเลรายเดือนใน 6 ทศวรรษที่สถานีสัตหีบและเกาะหลักดังแสดงในรูปที่ 16 ไม่มี แนวโน้มของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเลย แต่ที่จังหวัดสมุทรปราการและสมุทรสาครระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเพราะ แผ่นดินทรุดจากการสูบน้ำบาดาล ดังแสดงไว้ในรูปที่ 3 และรูปที่ 4

การกัดเซาะชายฝั่งในประเทศไทยเกิดจากการลดลงของตะกอนทรายจากแม่น้ำลงสู่ทะเล การทรุด ตัวของแผ่นดินจากการสูบน้ำบาดาลในจังหวัดสมุทรปราการและสมุทรสาครไม่ได้เกิดจากอิทธิพลของโลกร้อนที่ทำ ให้น้ำทะเลสูงขึ้น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะฝั่งแบบบูรณาการ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน

เอกสารอ้างอิง


 

Clark, J.A., Farrel, W.E. and Petter, W.R. (1978). Global changes in Post-glacial sea level: A numerical calculation. Quaternary Research, 9, 265-287.

DMR. 1998. Groundwater and land subsidence crisis in Bangkok metropolitan and vicinity, Technical Report, Vol.3/1998.

Gregory, J.M. (1993). Sea Level Changes under Increasing Atmospheric CO2 in a Transient Coupled Ocean-Atmosphere GCM Experiment, Journal Climate, 6, 2247-2262.

Hydrographic Department (HD, 1998): Tide Tables

IPCC (1990). Climate Change, The IPCC Scientific Assessment, Cambridge University Press, 365p.

IPCC (1992). Climate Change, 1992, The Supplementary Report to The IPCC Scientific Assessment, Cambridge University Press, 200p.

IPCC (1996).Climate Change 1995: The Science of Climate Change. Contribution of Working Group I to the Second Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change.

IPCC (2001).Climate Change 2001: The Scientific Basis. Contribution of Working Group I to the Third Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change.

IPCC (2007).The IPCC sea level numbers. The Fourth Assessment Report of Arctic and Antarctic Climate Science

JICA (2001). The Feasibility Study on Mangrove Revival and Extension Project in The Kingdom of Thailand.

Michel, G.W., Becker, M., Angermann, D. Reigber, C. and Rainhart, E. (2000), Crustal Motion in E- and SE-Asia from GPS Measurements, Earth Planets Space, 52, 713-720.

NEB (1982). Groundwater Resources in Bangkok Area: Development and Management Study, Publication No. 001.

NRCT (1989). Coastal Morphology with Emphasis on Coastal Erosion and Coastal Deposition, Research Report (in Thai).

ONREPP (2003). Master Plan Study of Remedial Measures for Coastal Erosion from Phetchburi River- Mouth, Phetchburi Province to Pranburi River-Mouth, Prachuab Khiri Khan Province, Ministry of Natural Resources and Environment.

Thai Meteorological Department (TMD): www.tmd.to.th

Vongvisessomjai, S. and Suppataratarn, P. 2005. 2004 Sumartra Tsunami. Songklanakarin J. Sci. Technol., 27 (5): 929-942.

Vongvisessomjai, S. (2006). Will sea-level really fall in the Gulf of Thailand? Songklanakarin J. Sci. Technol., 28 (2):227-248

Warrick, R.A., Barrow, E.M. and Wigley, T.M.L. (eds.), (1993). Climate and Sea Level Change: Observation, Projections, and Implications, Cambridge University Press, 39p..

Yanagi, T. and Akaki, T. (1993). Sea Level Variation in the East Asia; in Opening Remarks: IPCC and IGBP; in McLean, R. and N. Mimura (eds), Vulnerability Assessment to Sea-level rise and Coastal Zone Management, Proceedings of the IPCC Eastern Hemisphere Workshop, 11-14.

 

ที่มา : สุภัทท์ วงศ์วิเศษสมใจ

Rate this item
(0 votes)
Login to post comments